ปิล็อกในม่านเมฆ
เร็วจริงๆ วันคืนผ่านไปไวเหมือนสายลมพัดผ่าน เพียงแป๊บเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว เขาช้างเผือกใกล้จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมความงามกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีโอกาสได้ขึ้นสู่ยอดเขาอีกหรือเปล่า หวังว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในบริการให้ผมพาขึ้นสู่ยอดเขากันอีกครั้ง
ก่อนที่เขาช้างเผือกแห่งบ้านอีต่อง กาญจนบุรีจะเปิดรับนักท่องเที่ยว ผมก็มีโอกาสขึ้นไปมองยอดเขาช้างเผือกใกล้ๆในวันที่สายลมเย็นๆพัดผ่านผิวกายพร้อมกับละอองไอน้ำจากหมู่เมฆ
ทริปนี้เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคมปี54 ก่อนเขาช้างเผือกจะเปิดเพียง 1 อาทิตย์ ผมพาคณะท่องเที่ยวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ เพื่อที่จะไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม ตามคำร่ำลือถึงของเหมืองปิล็อก ที่บ้านอีต่อง เราเดินทางกันอย่างไม่เร่งรีบ แวะตามรายทางไปเรื่อยๆ จากกาญจนบุรีใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง เราก็มาถึงตลาดทองผาภูมิ แวะจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็นให้ครบ เพราะถ้าเดินทางขึ้นอีต่องแล้ว บางอย่างอาจจะไม่มีจำหน่ายข้างบน ที่นี่เราพบกับปูทะเลเป็นๆตัวอ้วนๆจำนวนหนึ่ง ปูทะเลเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศพม่า ผ่านแดนเข้ามาทางอีต่องที่เรากำลังจะไป สนนราคาก็ไม่แพงถ้าเทียบกับการได้ทานปูทะเลบนยอดภูเขาสูงเช่นนี้ ทั้งๆที่กำลังจะไปแหล่งต้นทางขนส่งปูทะเลอยู่แล้ว แต่ผมก็บอกเพื่อนๆร่วมทริปว่า กันไว้ดีกว่าแก้ ซื้อแล้วมีปูกินแน่นอน พร้อมกับจบด้วยคำว่า “จัดไป”พวกเราเลยจัดมาซะห้ากิโลกว่าๆ
จับจ่ายกับข้าวและของใช้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็รีบเดินทางขึ้นอีต่องกัน ไม่ใช่เพราะอยากไปเที่ยวเร็วๆหรอกครับ แต่กลัวปูมันจะตายซะก่อนเดี๋ยวมันจะไม่สด เวลารับประทานฮ่าๆๆ จากทองผาภูมิเราใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันเท่าไหร่แต่ค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว เราขับรถกันอย่างระมัดระวัง นานๆจะมีรถยนต์สวนทางลงมาบ้าง ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าเขียวขจี ชมป่าเพลินๆ เราก็มาเดินเตร่กันที่ตลาดอีต่องแล้ว
บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ในอดีตเฟื่องฟูมากในเรื่องเหมืองแร่ เหมืองแร่ที่โด่งดังในสมัยก่อนก็คือเหมืองปิล็อก และเหมืองสมศักดิ์ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า “บ้านป้าเกล็น” เรามากันคราวนี้ฝนยังตกอยู่เรื่อยๆ จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะเอารถลงไปยังบ้านป้าเกล็น แต่ถ้าใครสนใจจริงๆ แนะนำให้เอารถจอดไว้ที่สถานีตำรวจ แล้วให้ทางป้าเกล็นส่งรถมารับดีกว่า
เราทานอาหารเที่ยงกันที่ “ครัวสุดแดน” คุณพี่เจ้าของร้านอัธยาศัยเป็นกันเอง นำปูทะเลของเราไปแปรสภาพเป็นปูนึ่งและปูผัดผงกะหรี่ เราสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายอย่าง จนต้องถามว่า จะทานกันหมดเรอะ แต่แป๊บเดียวเกลี้ยงครับ อร่อยรึหิวก็ไม่รู้
อิ่มท้องแล้วก็เดินเที่ยวตลาดอีต่องสักหน่อย วันอาทิตย์ยามบ่าย ตลาดดูเงียบเหงา อาจเป็นเพราะยังไม่ใช่ฤดูหนาว ทำให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากันสักเท่าไหร่ การเดินทางสู่อีต่องถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องมาต่อรถโดยสารที่ตลาดทองผาภูมิ จะมีรถสองแถวสีเหลืองสด ติดตัวอักษรว่า ทองผาภูมิ – อีต่อง รับรองสนุกแน่นอนเวลาที่รถสองแถวลัดเลาะขึ้นตามทางคดเคี้ยว
จากตัวตลาดเราเดินทางขึ้นสู่เนินช้างศึก ยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการของตชด. ผู้เสียสละคอยเฝ้าระวังภัยชายแดน บนยอดเขาอากาศเย็นสบาย ลมพัดตลอดเวลา พี่ๆตชด.บอกว่า อยู่กันเพียงไม่กี่คน
บนเนินช้างศึกเราสามารถมองเห็นเขาช้างเผือกได้อย่างเต็มตา ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเคยปีนขึ้นไปถึงสองครั้ง แสงแดดอ่อนๆยามบ่ายสาดส่องเขาช้างเผือกเหมือนเพื่อนเก่าเชิญชวนให้ขึ้นไปหาอีกครั้ง นึกในใจเอาน่าปีนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง เดี๋ยวหาแนวร่วมก่อน
จากเนินช้างศึกเราเดินทางย้อนลงมาสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ คืนนี้เราจะนอนกันที่บ้านทาร์ซาน บ้านที่สร้างอยู่แนวเดียวกันกับยอดไม้ ทีแรกเราตั้งใจที่จะกางเต็นท์นอนที่ลานของอุทยาน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยต้องเปลี่ยนแผน เราเดินชมวิวที่เนินกูดดอย ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพียงแป๊บเดียวก็มีหมอกปกคลุมทั่วทั้งอุทยาน มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด เหมือนอยู่บนดอยทางภาคเหนือ จะมีกี่คนที่รู้ว่า เมืองกาญจน์ก็มีบรรยากาศดีๆ โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงราย เชียงใหม่ ที่อุทยานจะปั่นไฟให้ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม หลัจากนั้นท่านต้องจัดหาแสงสว่างเอง เรานอนหลับกันอย่างเป็นสุขในบรรยากาศฉ่ำฝนเย็นสบาย ยามเช้าพระอาทิตย์แวะมาทักทายชั่วครู่ ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆ ซึ่งลอยต่ำลงมาล้อมรอบตัวจนเราสัมผัสได้ ยามนี้สุขใดจะเท่าที่นี่ “ปิล็อกในม่านเมฆ”




