วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปิล็อกในม่านเมฆ


ปิล็อกในม่านเมฆ

               เร็วจริงๆ วันคืนผ่านไปไวเหมือนสายลมพัดผ่าน เพียงแป๊บเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว เขาช้างเผือกใกล้จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมความงามกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีโอกาสได้ขึ้นสู่ยอดเขาอีกหรือเปล่า หวังว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในบริการให้ผมพาขึ้นสู่ยอดเขากันอีกครั้ง

               ก่อนที่เขาช้างเผือกแห่งบ้านอีต่อง กาญจนบุรีจะเปิดรับนักท่องเที่ยว ผมก็มีโอกาสขึ้นไปมองยอดเขาช้างเผือกใกล้ๆในวันที่สายลมเย็นๆพัดผ่านผิวกายพร้อมกับละอองไอน้ำจากหมู่เมฆ

               ทริปนี้เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคมปี54 ก่อนเขาช้างเผือกจะเปิดเพียง 1 อาทิตย์ ผมพาคณะท่องเที่ยวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ เพื่อที่จะไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม ตามคำร่ำลือถึงของเหมืองปิล็อก ที่บ้านอีต่อง เราเดินทางกันอย่างไม่เร่งรีบ แวะตามรายทางไปเรื่อยๆ จากกาญจนบุรีใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง เราก็มาถึงตลาดทองผาภูมิ แวะจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็นให้ครบ เพราะถ้าเดินทางขึ้นอีต่องแล้ว บางอย่างอาจจะไม่มีจำหน่ายข้างบน ที่นี่เราพบกับปูทะเลเป็นๆตัวอ้วนๆจำนวนหนึ่ง ปูทะเลเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศพม่า ผ่านแดนเข้ามาทางอีต่องที่เรากำลังจะไป สนนราคาก็ไม่แพงถ้าเทียบกับการได้ทานปูทะเลบนยอดภูเขาสูงเช่นนี้ ทั้งๆที่กำลังจะไปแหล่งต้นทางขนส่งปูทะเลอยู่แล้ว แต่ผมก็บอกเพื่อนๆร่วมทริปว่า กันไว้ดีกว่าแก้  ซื้อแล้วมีปูกินแน่นอน พร้อมกับจบด้วยคำว่า “จัดไป”พวกเราเลยจัดมาซะห้ากิโลกว่าๆ 

               จับจ่ายกับข้าวและของใช้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็รีบเดินทางขึ้นอีต่องกัน ไม่ใช่เพราะอยากไปเที่ยวเร็วๆหรอกครับ แต่กลัวปูมันจะตายซะก่อนเดี๋ยวมันจะไม่สด เวลารับประทานฮ่าๆๆ จากทองผาภูมิเราใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันเท่าไหร่แต่ค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว เราขับรถกันอย่างระมัดระวัง นานๆจะมีรถยนต์สวนทางลงมาบ้าง ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าเขียวขจี ชมป่าเพลินๆ เราก็มาเดินเตร่กันที่ตลาดอีต่องแล้ว


               บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ในอดีตเฟื่องฟูมากในเรื่องเหมืองแร่ เหมืองแร่ที่โด่งดังในสมัยก่อนก็คือเหมืองปิล็อก และเหมืองสมศักดิ์ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า “บ้านป้าเกล็น” เรามากันคราวนี้ฝนยังตกอยู่เรื่อยๆ จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะเอารถลงไปยังบ้านป้าเกล็น แต่ถ้าใครสนใจจริงๆ แนะนำให้เอารถจอดไว้ที่สถานีตำรวจ แล้วให้ทางป้าเกล็นส่งรถมารับดีกว่า


               เราทานอาหารเที่ยงกันที่ “ครัวสุดแดน” คุณพี่เจ้าของร้านอัธยาศัยเป็นกันเอง นำปูทะเลของเราไปแปรสภาพเป็นปูนึ่งและปูผัดผงกะหรี่ เราสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายอย่าง จนต้องถามว่า จะทานกันหมดเรอะ แต่แป๊บเดียวเกลี้ยงครับ อร่อยรึหิวก็ไม่รู้
               อิ่มท้องแล้วก็เดินเที่ยวตลาดอีต่องสักหน่อย วันอาทิตย์ยามบ่าย ตลาดดูเงียบเหงา อาจเป็นเพราะยังไม่ใช่ฤดูหนาว ทำให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากันสักเท่าไหร่ การเดินทางสู่อีต่องถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องมาต่อรถโดยสารที่ตลาดทองผาภูมิ จะมีรถสองแถวสีเหลืองสด ติดตัวอักษรว่า ทองผาภูมิ – อีต่อง รับรองสนุกแน่นอนเวลาที่รถสองแถวลัดเลาะขึ้นตามทางคดเคี้ยว

               จากตัวตลาดเราเดินทางขึ้นสู่เนินช้างศึก ยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการของตชด. ผู้เสียสละคอยเฝ้าระวังภัยชายแดน บนยอดเขาอากาศเย็นสบาย ลมพัดตลอดเวลา พี่ๆตชด.บอกว่า อยู่กันเพียงไม่กี่คน 




               บนยอดเนินทีมีแต่ภูเขา สายฝนและสายลม มองไปด้านหน้านิดเดียวจะเห็นแนวสันเขาที่แบ่งเขตประเทศไทยและประเทศพม่า ซึ่งเรามองแล้วแทบไม่รู้เลยว่าเส้นแบ่งเขตแดนอยู่ตรงไหน มีเพียงธงไตรรงค์โบกสะบัดแสดงให้รู้ว่า ที่นี่คือประเทศไทย ธงชาติที่นี่ต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆเพราะลมแรงทำให้ธงขาดง่าย แต่ต้องซื้อด้วยเงินส่วนตัวเพราะเหตุใดก็จำไม่ได้ แต่ถ้าใครแวะไปซื้อธงชาติและของฝากเล็กๆน้อยๆไปฝากตชด.ผู้คอยปกป้องอธิปไตยชาติไทยก็ดีครับ
                บนเนินช้างศึกเราสามารถมองเห็นเขาช้างเผือกได้อย่างเต็มตา ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเคยปีนขึ้นไปถึงสองครั้ง แสงแดดอ่อนๆยามบ่ายสาดส่องเขาช้างเผือกเหมือนเพื่อนเก่าเชิญชวนให้ขึ้นไปหาอีกครั้ง นึกในใจเอาน่าปีนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง เดี๋ยวหาแนวร่วมก่อน 

 จากเนินช้างศึกเราเดินทางย้อนลงมาสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ คืนนี้เราจะนอนกันที่บ้านทาร์ซาน บ้านที่สร้างอยู่แนวเดียวกันกับยอดไม้ ทีแรกเราตั้งใจที่จะกางเต็นท์นอนที่ลานของอุทยาน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยต้องเปลี่ยนแผน เราเดินชมวิวที่เนินกูดดอย ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพียงแป๊บเดียวก็มีหมอกปกคลุมทั่วทั้งอุทยาน มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด เหมือนอยู่บนดอยทางภาคเหนือ จะมีกี่คนที่รู้ว่า เมืองกาญจน์ก็มีบรรยากาศดีๆ โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงราย เชียงใหม่ ที่อุทยานจะปั่นไฟให้ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม หลัจากนั้นท่านต้องจัดหาแสงสว่างเอง เรานอนหลับกันอย่างเป็นสุขในบรรยากาศฉ่ำฝนเย็นสบาย ยามเช้าพระอาทิตย์แวะมาทักทายชั่วครู่ ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆ ซึ่งลอยต่ำลงมาล้อมรอบตัวจนเราสัมผัสได้ ยามนี้สุขใดจะเท่าที่นี่  “ปิล็อกในม่านเมฆ” 




ไม่หวั่นแม้วันมามาก


ไม่หวั่น แม้วันมามาก

               น้ำปีนี้เยอะเหลือเกิน มากมายท่วมท้นไปหลายจังหวัด ใครบางคนเรียกน้ำที่ท่วมไปทั่วว่าน้องน้ำ เพื่อให้ลดความน่ากลัวและความตึงเครียดของภาวะน้ำท่วมใหญ่ น้องน้ำสมองดีเข้าเรียนได้หลายๆมหาวิทยาลัยพร้อมๆกัน ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชนในหลายๆจังหวัด ประชาชนเดือนร้อนกันมากมาย หลายๆคนอพยพหนีน้ำไปอยู่ตามต่างจังหวัด เช่นพัทยา ระยอง หัวหิน ชะอำ ชลบุรีและกาญจนบุรีเป็นต้น
               ผู้อพยพบางท่านไม่กล้าจะอพยพมาอยู่กาญจนบุรี คงเป็นเพราะเจอน้ำท่วมจนหวาดผวา เนื่องจากน้ำบางส่วนนั้นมาจากเขื่อนต่างๆทางภาคเหนือเช่นเขื่อนภูมิพลเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อจะมาอาศัยยังกาญจนบุรีที่มีเขื่อนใหญ่อยู่ 2 เขื่อนจึงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ กลัวว่าจะเจอเขื่อนปล่อยน้ำเหมือนเขื่อนอื่นๆเช่นกัน ในระยะนั้นมีข่าวลือแตกตื่นกันไปทั่วว่าเขื่อนเมืองกาญจน์น้ำเยอะจนจะรับไม่ไหว เช่นที่อำเภอเมืองราชบุรี มีข่าวลือว่าเขื่อนศรีนครินทร์น้ำเต็มเขื่อน ต้องปล่อยน้ำและจะทำให้ท่วมเมืองราชบุรี ซึ่งไม่เป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด โดยข่าวลือน่าจะมาจากการประกาศซ้อมหลบภัยของหน่วยงานราชการในจังหวัด อาจจะมีผู้ที่ไม่เข้าใจจึงคิดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
               ยิ่งมีข่าวลือไม่ดีแบบนี้กาญจนบุรีก็ลำบากไปด้วย การท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของจังหวัดมีผลกระทบโดยตรง ผู้ประกอบการหลายรายมีผลกระทบเรื่องนักท่องเที่ยวยกเลิกหรือตัดสินใจไปจังหวัดอื่นแทน 

               การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนศรีนครินทร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำการประชาสัมพันธ์เรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยของเขื่อนศรีนครินทร์อยู่ตลอดเวลา และเริ่มทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากขึ้น ล่าสุดมีการจัดประชาสัมพันธ์ “เปิดใจเขื่อนศรีฯ รับภัยน้ำท่วม” โดยเชิญผู้ประกอบการเรือ-แพ ที่พัก ในจังหวัดกาญจนบุรีมาเที่ยวชมการปฏิบัติงานของเขื่อนศรีนครินทร์กันอย่างลึกซึ้ง
               ก่อนจะพาไปเที่ยวชมเขื่อน ผมขอนำเสนอข้อมูลสักนิดเพื่อใช้ประกอบการเยี่ยมชมนะครับ เขื่อนศรีนครินทร์เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความสูงจากฐาน 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 419 ตร.กม. มีความจุมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร มีโรงผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ตัวโรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 5 เครื่อง (ข้อมูลบางส่วนจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์) แค่นี้ก่อนแล้วกัน ข้อมูลวิชาการมากไปเดี๋ยวจะว่าไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
               การจัดสัมมนาในครั้งนี้ทางเขื่อนศรีนครินทร์ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมากมาย เช่นทุกท่านสามารถเข้าไปตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะมีข้อมูลในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถตรวจระดับน้ำในแม่น้ำได้จากจุดวัดระดับตามตำแหน่งที่เขื่อนได้กำหนดเอาไว้ เช่นที่หนองบัว หรือวัดไชยชุมพลเป็นต้น ลองเข้าไปชมกันครับ http://maeklong.egat.co.th/  อยากจะชมภาพสดๆจากสถานที่จริงต้องชมที่นี่ http://cctvsnr.egat.com/view/index.shtml มีภาพจากกล้องcctvให้ชมตลอด24ชั่วโมง

               นอกจากข้อมูลต่างๆที่จำเป็นแล้ว เขื่อนศรีนครินทร์ยังพาเหล่าคณะเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานในโรงกำเนิดไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าไปยืนดูแกนเครื่องปั่นไฟหมุนกันอยู่ตรงหน้าเลย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไฟฟ้า และประโยชน์ของเขื่อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังพาไปเดินดูอุโมงค์ใต้สันเขื่อน ที่ๆมีข่าวลือว่ามีรอยร้าวใต้เขื่อน มีรอยน้ำหยด ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ร่ำลือกันแต่อย่างใดในอุโมงค์ยังเป็นปกติแข็งแรงสามารถเดินตรวจได้ตลอดแนว ตั้งแต่สร้างเขื่อนใหม่ๆภายในอุโมงค์เป็นเช่นใด ทุกวันนี้ก็ยังแข็งแรงเช่นเดิม ในอุโมงค์มีบันไดเวียนที่สามารถเดินขึ้นสู่สันเขื่อนได้ แต่ผมไม่อยากทดสอบหรอกครับ ไม่ใช่เพราะระยะทางสูง140 เมตร เวลามองต้องแหงนคอตั้งบ่า แค่นั้นไม่เมื่อย(น้อย)หรอก แต่กลัวว่าคณะที่ไปด้วยจะรอนานมากกว่าฮ่าๆๆ ขนาดเจ้าหน้าที่เขื่อนบางคนที่ไม่ได้อยู่แผนกนี้ยังบอกเลยว่า ครั้งเดียวในชีวิตก็เกินพอ ครั้งต่อไปไม่ต้องเรียก ไม่มีทางขึ้นอีกครั้งแน่นอน

               ก่อนจบการพาเที่ยวชม เจ้าหน้าที่ของเขื่อนศรีนครินทร์ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่เราว่า เขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ มีปริมาณการรับน้ำได้สูงซึ่งต่างจากเขื่อนอื่นๆที่เล็กกว่า ทำให้เขื่อนอื่นๆเมื่อเจอมรสุมเขื่อนจึงเต็มเร็ว ในขณะที่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ยังรับน้ำได้อีกเป็นปริมาณมาก เปรียบได้ว่ามีมรสุมมาอีกสองลูกก็ยังรับไหว ไม่เกินความจุสูงสุดของเขื่อนแน่นอน โปรดวางใจ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกท่านจะไม่ยอมให้เขื่อนศรีนครินทร์เป็นอะไรไปโดยเด็ดขาด เพราะเจ้าหน้าที่เองก็มีครอบครัว มีบ้านมีทรัพย์สิน และมีคนอันเป็นที่รักอยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป อีกทั้งบางท่านทำงานอยู่ใกล้ชิดติดกับตัวเขื่อนดังเช่นที่พาเรามาเยี่ยมชมในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนศรีนครินทร์ขอรับรองว่าเขื่อนศรีนครินทร์นั้นปลอดภัยและโปรดอย่าหลงเชื่อข่าวลือใดๆ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 034-574007  เขื่อนศรีนครินทร์ไม่หวั่นแม้วัน(น้ำ)มามากครับ