กลัวจะเปียกพาลให้เที่ยวไม่สนุก ไปทะเลก็มีแต่คลื่นลม แถมด้วยแมงกะพรุนมารบกวนใจอีก
เข้าป่าก็ไม่ได้ ป่าใหญ่หลายๆอุทยานปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้า คิดมากไปหรือเปล่านะ
พอนึกถึงคติประจำตัว “อย่าคิดมากเดี๋ยวกลืนเหล้าไม่อร่อย” ไปเที่ยวดีกว่า
ขับรถสบายๆเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว หน้าฝนแบบนี้ล่ะ จะไปเที่ยวส่วนไหนของกาญจนบุรี
น้ำตกก็ดี ฤดูนี้มีน้ำเยอะ น้ำตกก็มีหลายที่ให้เลือกเที่ยวเช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกแม่ขมิ้น น้ำตกไทรโยคน้อย-ใหญ่
โดดน้ำเล่นให้ชุ่มปอดท่ามกลางทะเลสาบ ฝนตกอากาศเย็นสบายน่านอนเสียด้วย หนังสือดีๆสักเล่มก็มีความสุขแล้ว
ยิ่งไปกันหลายคน ล้อมวงติววิชาคณิตศาสตร์ก็เข้าท่า รึจะรำลึกความหลังโดยมีสุราบางๆเป็นตัวประสานก็ดี
.... อือเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
กาญจนบุรีมีเขื่อนอยู่ 4 เขื่อนที่สำคัญคือ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนแม่กลอง
2 เขื่อนแรกเหมาะสมที่สุด เพราะมีที่พักมากมายและมีขนาดใหญ่ ทริปนี้ผมเลือกเขื่อนศรีนครินทร์
เพราะอยากไปเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยว อีกแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนะนำของ ททท. น้อยคนนักจะไปถึง
เมื่อได้จุดหมายแล้วก็นัดรวมพล คราวนี้เจอกันที่กาญจนบุรีเลย จุดนัดพบคือเดือนฉายรีสอร์ท ที่อยู่ในตัวเมืองกาญจนบุรีนี่แหละ
บางส่วนมานอนแพที่เดือนฉายก่อน พอสายวันเดินทางคนมาครบแล้ว ก็มาเตรียมอุปกรณ์กัน
ที่ต้องเตรียมก็อาหารสดแห้งทั้งหลาย เพราะว่าคืนนี้เราจะไปนอนแพพักแบบบ้านหลังใหญ่ๆ
เป็นแพโล่งๆสองชั้น มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำพร้อมครัวและอุปกรณ์
เดินทางออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าอำเภอศรีสวัสดิ์ ผ่านตำบลลาดหญ้า ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา จนไปถึงเขื่อนศรีนครินทร์
หากจะไม่ข้ามแพขนานยนต์ ก็มีทางรถยนต์ไปสู่อำเภอศรีสวัสดิ์ได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่า
เขื่อนศรีฯมีที่พักหลายแห่งเริ่มตั้งแต่บ้านท่ากระดาน แหล่งกำเนิดพระท่ากระดาน พระเครื่องชื่อดังชุดเบญจภาคี
จากนั้นก็เข้าเขตพุน้ำเปรี้ยว ต่อไปถึงศรีสวัสดิ์ เรื่อยไปจนถึงบ้านปลายนาสวน ทริปนี้เราไปนอนแพที่บ้านปลายนาสวนกัน
เนื่องจากจะได้เดินทางสู่โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง ได้ใกล้ขึ้น กว่าจะมาถึงก็บ่ายคล้อยวันแรกเราจึงพักผ่อนเล่นน้ำกันให้ฉ่ำอุรากันก่อน ลากแพมาจอดปากอ่าวนาสวน สูดอากาศสดชื่น
ผมว่าโอโซนที่นี่ดีเป็นอันดับต้นๆของประเทศนะ เล่นน้ำกลางทะเลสาบกว้างใหญ่ น้ำเย็นใสสะอาด มันช่างสดชื่นจริงๆ
ดาวที่นี่สวยมาก เพราะมีเพื่อนมานั่งดูด้วยหรือเปล่า ดาวเลยสวยเป็นพิเศษ
คืนนี้ไม่มีใครนอนในห้อง ต่างก็สมัครใจนอนกันที่ลานอเนกประสงค์กลางแพ อากาศเย็นๆ ไม่มียุงกวนใจ หลับใหลกันจนเช้า
หลังอาหารเช้า เราทุกคนก็พร้อมล่องเรือสู่วัดปากลำขาแข้ง ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เรือสองลำก็มาถึง
โบสถ์สแตนเลส สวยงาม ยิ่งยามที่ตัวโบสถ์สะท้อนแสงอาทิตย์ ลวดลายฉลุลายไทยที่ประดับตัวโบสถ์ก็งดงาม
ภายในโบสถ์นั้นเย็นสบาย ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างด้วยสแตนเลส น่านั่งสมาธิสักพัก
นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ กว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร
ทำด้วยแสตนเลส ตั้งตระหง่านหันหน้าสู่ลำน้ำห้วยขาแข้ง เหมือนคอยให้พรและปกป้องผู้ที่เดินทางด้วยเรือที่ผ่านไปมาทั้งคืน-วัน
ถ่าย รูปจนหนำใจ และทำบุญร่วมกันแล้วเราก็เดินทางกลับสู่แพ เก็บของล่องแพกลับเข้าฝั่ง นำสัมภาระแต่ละคนขึ้นรถ เดินทางกลับบ้าน ความสุขมักสั้น แต่ความทรงจำนั้นยาว ถึงจะจบทริปแต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่กับพวกเราตลอดไป "เขื่อนศรีฯวันฝนพรำ"
*สำหรับ นสพ.ไทยโพสท์ฉบับเดือนมิถุนายน*