วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

ตามฝัน สันหนอกวัว

     มันเป็นเวลาเย็นที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเร็วมากๆจะดีกว่า ฟ้ายังมีแสงจากดวงอาทิตย์อยู่รำไร ขนาดที่ยังมองเห็นลายมือได้ชัดเจน แต่ความหนาวเย็นที่เข้ามาสัมผัสกับร่างกาย ทำให้พวกเราขอให้ลูกหาบก่อกองไฟอย่างรีบเร่ง และผมรีบขึงฟรายชีทให้ทันก่อนค่ำ เพื่อคณะของเราจะได้นั่งล้อมวงทานมื้อเย็นด้วยกัน คืนนี้ลูกทริปนอนหนาวแน่ๆผมหวั่นในใจ


     ทริปนี้เกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพราะลูกทัวร์เป็นชุดที่เคยไป #เขาช้างเผือก กับผมมาแล้ว ขาดไปท่านหนึ่งเพราะภรรยาเป็นห่วงในความปลอดภัย เราเหลือกัน 4 คนก็สบายๆเพราะเคยร่วมทริปกันแล้ว ประกอบด้วย สองสาวสวย คุณปุ๋มและคุณพู่ ที่แข็งแรงสุดๆ เดินไม่มีบ่น(ให้ได้ยิน)สักคำ คนที่ 3 คือเฮียคิม เพื่อนรุ่นพี่ที่กลัวความสูงมากกกกกก แต่ต้องการพิสูจน์ความแข็งแรงของร่างกายหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียนฮ่าๆๆ ที่จริงเฮียเค้าอายุ 50 นิดหน่อย แต่ต้องการเดินป่าปีละครั้งเพื่อเช็คว่าร่างกายยังไหวรึเปล่า



     เมื่อคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเตรียมตัว โปรแกรมก็เหมือนตอนไปเขาช้างเผือก เย็นวันแรกมาเจอกันที่ #เดือนฉายรีสอร์ท พักผ่อนตามสบาย เช้ามืดวันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางไปสู่ป้อมปี่ มีผมเป็นไกด์ พลขับ พ่อครัว หัวหน้าทริป และเป็นหัวลากด้วย คืออะไรเดี๋ยวไปเฉลยตอนท้ายนะครับ วันแรกทุกคนมาถึงกาญจนบุรี เข้าที่พัก ทักทายกันเรียบร้อยก็พักผ่อนตามอัธยาศัย เช้าวันที่ 2 ขนกระเป๋าใส่รถโฟร์วีลแล้วออกเดินทาง อุปกรณ์อื่นๆผมเตรียมไว้หมดแล้ว น้ำดื่ม เต็นท์ อาหาร อุปกรณ์แคมป์ ไปเจอลูกหาบที่จุดลงทะเบียนเลย ตอนเช้าแวะทานอาหารเช้าที่ตลาดทองผาภูมิ ร้านเดิมเจ้าอร่อย แวะซื้อของใช้ส่วนตัวเพิ่มเติมนิดหน่อยแล้วเดินทางไปจุดลงทะเบียนเลย ทำไมไม่ไปนอนที่อุทยานเขาแหลมเลยน่ะเหรอ บางคณะเค้าเดินทางกลางคืนไปถึงตอนดึกมากๆผมไม่ค่อยชอบ เสียดายเวลานอนฮ่าๆๆ เดินทางดึกๆน่าเป็นห่วงครับ ออกเช้ามืดไปถึงสว่างแวะทานข้าวอร่อยๆด้วยดีกว่า
     ถึงอุทยานฯ รอลงทะเบียน เรียบร้อยก็แพ็คของกับลูกหาบ แล้วขึ้นรถกระบะของอุทยานไปยังจุดเริ่มต้น ที่นี่เส้นทางเดินเป็นป่าเบญจพรรณ ต้นไม้ใหญ่เยอะร่มครึ้มเกือบตลอดเส้นทาง เรียกว่าแทบไม่เจอแดดเลย เดินๆไปก็จะได้ยินเสียงชะนีแว่นมาไกลๆ เห็นรอยสัตว์ต่างๆบ้าง รอยไก่ป่าที่คุ้ยข้างทางนี่เยอะมาก ไปบนเขาช่วงท้ายๆก็มีลานกระทิง เป็นลานทุ่งหญ้าในช่วงปิดป่าจะมาฝูงกระทิงมาพักกินหญ้า มีรอยเท้าและมูลกระทิงมากมายเลย เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก เที่ยงก็หยุดทานข้าวห่อที่ผมเตรียมไว้ให้ ป่าที่นี่ดีตรงไม่ร้อนแดด แต่แมลงพวกผึ้งตัวเล็กๆจะกวนใจนิดหน่อย ถ้ามาตอนต้นฤดูป่ายังชื้นๆอาจจะเจอทากบ้างนิดนึง ไม่ต้องใช้ถุงกันทากก็ได้นะ เพราะผมว่ามันมีน้อยจริงๆ

 



     เดินไปสภาพภูมิประเทศจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่ไม่มีวิวให้เดินไปมองไปแบบเขาช้างเผือก จนกว่าจะขึ้นไปสูงๆถึงจะมีเหลี่ยมมุมให้เห็นบ้าง เรียกว่าพอเห็นวิวก็อยู่ที่สูงแล้ว เนินบางเนินก็ตั้งชื่อได้น่ารัก เช่นเนินหมาถอย ที่สูงชันและลื่นเพราะฝุ่น แต่ก็มีเชือกให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เหนี่ยวตัวขึ้นไป ไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอกครับ สนุกดี ถ้าใครเดินป่าชินๆแล้วไม่ต้องสาวเชือกก้ได้ เดินไปลุ้นไปว่าจะลื่นช่วงไหนฮ่าๆๆ เหนื่อยกันเกือบถอดใจเพราะหมดแรงก็ถึงที่หมายแล้วล่ะครับ จำไว้เดินเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก
     พอถึงจุดกางเต็นท์ก็พักผ่อนเอาแรงกันก่อน ลูกหาบเค้ากางเต็นท์ให้เรียบร้อยเพราะผมกำหนดจุดพักไว้แล้ว ทริปนี้ได้ร่มไม้ครึ้มทั้งวัน เย็นสบายเลย ให้พักผ่อนกันตามสบายเดี๋ยวเย็นๆผมพาขึ้นยอดสันหนอกวัว หลับสักตื่นฟื้นมามีแรงก้ไปถ่ายรูปบนสันหนอกวัวกันครับ ที่นี่มีอยู่ 2 หนอก หนอกแรกที่มีป้ายจะเป็นสันหนอกลูก ถ่ายไปด้านหลังเป็นสันหนอกแม่ ถ่ายรูปกับป้ายเรียบร้อยก็เดินขึ้นสันหนอกที่สูงที่สุดกัน วิวสวย ป่าเขียว มองเห็นทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลม ถ่ายรูปกันสะใจแล้วก็เดินกลับที่พักกัน เพราะผมต้องไปเตรียมมื้อเย็น เดินมาทั้งวันหิวแล้ว



     แต่กว่าจะกลับได้นี่ขลุกขลักบ้าง ไม่ใช่เพราะทางลำบากนะ แต่ผมต้องเป็นหัวลาก หรือคนนำทางให้เฮียคิมเดินเกาะหลัง บังทางข้างหน้าเอาไว้ไม่ให้เฮียแกมองเห็นวิวข้างหน้า เพราะแกกลัวความสูงมากกกกกก มากแบบว่าหน้าซีดมือสั่นเหงื่อแตก จะเป็นลม แต่อย่างที่บอกช่วงแรกครับ แกใจสู้ เดินไหวแค่กลัวความสูงมากเท่านั้นเอง เวลาเดินก็เกาะหลังผมไปทั้งขึ้นและลง มองแต่เท้าผมว่าเหยียบไปทางไหน แกบอกแค่นี้ก้ช่วยได้เยอะแล้ว เพราะไม่เห็นวิว แต่ยังกลัวอยู่นะฮ่าๆๆ
     กลับมาถึงที่พัก ลูกหาบไปหาน้ำใช้ใส่แกลลอนมาวางไว้ให้แล้ว ผมให้ลูกทัวร์ไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนชุดทำธุระส่วนตัวตามสบาย สองสาวได้เช็ดเนื้อเช็ดตัว ออกมาสวยปิ๊งกันเหมือนเดิม เวลาบนยอดเขาตอนนั้นประมาณหกโมงเย็น แดดยังส่องสว่างแต่ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ พอแสงอาทิตย์ถูกเหลี่ยมเขาบัง อากาศที่เย็นสบายกลับเปลี่ยนแปลงแทบตกใจ มันเป็นเวลาเย็นที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเร็วมากๆจะดีกว่า ฟ้ายังมีแสงจากดวงอาทิตย์อยู่รำไร ขนาดที่ยังมองเห็นลายมือได้ชัดเจน  แต่ความหนาวเย็นที่เข้ามาสัมผัสกับร่างกาย ทำให้พวกเราขอให้ลูกหาบก่อกองไฟอย่างรีบเร่ง และผมรีบขึงฟรายชีทให้ทันก่อนค่ำ เพื่อคณะของเราจะได้นั่งล้อมวงทานมื้อเย็นด้วยกัน คืนนี้ลูกทริปนอนหนาวแน่ๆผมหวั่นในใจ กองไฟทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่ว ทุกคนมานั่งผิงไฟไม่มีใครลุกหนีไปไหน ฟรายชีทที่ขึงไว้ก็ป้องกันน้ำค้างได้เป็นอย่างดี พื้นที่กางเต็นท์เราอยู่ในหุบต่ำกว่าสันเขา ทำให้อากาศหนาวกว่าบนสันเขา แต่ก็ลมเบากว่าบนสันเขาเช่นกัน ดีไปคนละอย่าง



     มื้อเย็นเรียบง่ายถูกเอามาจัดเรียงกลางแคมป์ พวกเราล้อมวงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ความเหนื่อยล้าทำให้หิวช่วยให้กับข้าวอร่อยขึ้นเยอะเลย พ่อครัวอย่างผมก็โล่งใจ ฝีมือพอทำไปใส่บาตรได้ ตามสโลแกนประจำตัว มีใครสนใจมั้ย "เดินป่าได้ทำกับข้าวเป็น"  อิ่มเรียบร้อยทุกคนล้อมรอบกองไฟ เฮียคิมแทบจะไม่ลุกไปไหนเลย คอยเติมฟืนตลอด เรียกว่าถ้าไฟมอดต้องรีบใส่ฟืน ใส่จนฟืนหมดต้องวานลูกหาบไปหาฟืนตอนสี่ทุ่ม นั่งคุยเสวนา เฮฮากันจนได้ที่ ก็มุดเต็นท์นอน อยู่ในเต็นท์มันอุ่นเพราะไอร้อนจากกองไฟช่วยปรับอุณหภูมิให้เย็นน้อยกว่าภายนอก สอดตัวเข้าถุงนอนก็หลับสบายจนถึงเช้า
      6 - 7 - 8 ใครไปเที่ยวกับทัวร์บ่อยๆคงคุ้นกับเวลานี้ ตื่น 6 โมง ทานข้าว 7 โมง เก็บของเริ่มเดินกลับ 8 โมงเช้า ขากลับเร็วกว่าขามาเพราะเดินลงแทบตลอดเวลา จนมาเขาสามลูกสุดท้ายที่มีเดินขึ้นสลับลง พอให้ท้อใจ เดินไปชมนกชมไม้ นกก็ไม่ค่อยเห็นแต่ไม้เนี่ยเยอะเลย อยู่รอบตัวไปหมด นึกถึงปีแรกที่มา ป่าทึบหญ้าสูง ทางด่านหรือเส้นทางเดินมองแทบไม่เห็น เรียกว่าถ้าเจ้าหน้าที่เดินนำหน้าไปแล้วเลี้ยวลับสายตา มีโอกาสหลงสำหรับคนที่ไม่เคยเดินป่า แต่มาตอนนี้ทางเดินชัดเจน ไม่มีหลง ปลอดภัย แต่ขอให้ทุกท่านช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติเอาไว้ ขยะต่างๆอย่าทิ้งให้รกป่า พลาสติกต่างๆเก็บกลับลงมา เปลือกท็อปฟี่ หมากฝรั่งอย่าทิ้งกลางทาง ป่าก็ยังเป็นธรรมชาติไปอีกนาน



     เหงื่อไหลไคลย้อยจนเกือบเที่ยง เราก็กลับมาถึงจุดเริ่มต้น เจ้าหน้าที่และรถกระบะยืนยิ้มแฉ่งรอต้อนรับกลับบ้าน โยนเป้ขึ้นรถ ปีนไปท้ายกระบะแล้วกลับไปอุทยานป้อมปี่ อาบน้ำทานข้าว หรืออาบน้ำแล้วลงไปทานที่ตลาดทองผาภูมิก้ได้ ผมชอบไปทานส้มตำเจ้าอร่อยที่นั่น สดชื่นมากอาหารแซ่บๆเนีย อิ่มแล้วเดินทางกลับ แวะน้ำพุร้อนแช่ขาสักนิดพอให้หายปวดเมือยแล้วเดินทางต่อ กลับมาถึงเดือนฉายรีสอร์ทตอนเย็นๆ แยกย้ายกลับบ้าน คืนนี้หลับสบาย พรุ่งนี้เช้าตื่นมาจะนึกถึงผมแน่นอน เพราะบางท่านไม่ชินตื่นมาแล้วปวดเมื่อยไปทั้งร่าง โดยเฉพาะต้นขา ก้าวแต่ละก้าวจะลำบากนิดๆ ไหนไกด์ว่าไม่ไกลไง ทำไมมันร้าวววววไปทั้งตัวแบบนี้ฮ่าๆๆ
    ใครอยากตามฝันไปบนเขาที่สูงที่สุดในกาญจนบุรีแบบนี้ ติดต่อมาได้เลยนะครับ แล้วเราก็เดินไปด้วยกัน

ติดต่อทริป
โทร : 081-8566865
Facebook : m.me/duenshineresort
Line id : ProPex










วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โปรแกรมเที่ยว "สันหนอกวัว" อุทยานแห่งชาติเขาแหลม กาญจนบุรี

โปรแกรมทัวร์ "สันหนอกวัว" อุทยานแห่งชาติเขาแหลม



สนใจเที่ยว สันหนอกวัว สามารถกำหนดวันเดินทางได้เอง รวมกลุ่มกันแล้วโทรมาได้เลยครับ

034-551109 , 086-3212220 , 081-8566865 


โปรแกรม กาญจนบุรี - สันหนอกวัว
(1) วันแรกของการเดินทาง ( กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี ) 

วันแรก
พบกันที่เดือนฉายรีสอร์ท กาญจนบุรี เช็คอินท์เข้าห้องพัก ( จะมาถึงกี่โมงก็ได้ครับตามสะดวก เลิกงานแล้วนั่งรถมาก็ได้ ถ้านั่งบัสปรับอากาศมา มีรถไปรับที่สถานีขนส่งครับ) มีรถตู้ชื่อวินหนุมาน มาส่งถึงบันไดรีสอร์ทเลย วินอยู่ที่หมอชิต2 อนุสาวรีย์ชัยฯ ราชดำเนิน โทรสอบถามได้ที่ 086-1334635 วินหนุมานครับ
ช่วงเย็น
พบกับไกด์ แนะนำเส้นทาง อธิบายรายละเอียด จับคู่บัดดี้เวลาขึ้นเขา ตรวจเช็คอุปกรณ์และความพร้อม หากขาดสิ่งใดจะได้จัดหาให้พร้อม จากนั้นพักผ่อนตามอัธยาศัย  ( ไม่รวมอาหารเย็น)

(2) วันที่สอง ( กาญจนบุรี - อุทยานแห่งชาติเขาแหลม - สันหนอกวัว )
04.00 น.
พบกันที่หน้าล็อบบี้ ทานกาแฟ โอวัลติน รองท้อง พร้อมแล้วขึ้นรถเดินทางสู่ อ.ทองผาภูมิ ถึง อ.ทองผาภูมิ รับประทานอาหารเช้า(1) จากนั้นเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ลงทะเบียนที่อุทยานฯ 
08.00 น.
พบกับเจ้าหน้าที่ และลูกหาบ แบ่งสัมภาระ ลูกหาบจะแบกสัมภาระส่วนกลาง เต็นท์ น้ำดื่ม อาหาร และหากมีพื้นที่เหลือ จึงจะแบ่งของจากผู้หญิงเท่าที่รับได้ แจกน้ำดื่มประจำตัว พร้อมแล้วออกเดินทาง ขึ้นรถจากอุทยานฯไปยังจุดเริ่มต้น เข้าสู่ป่าทึบมีต้นไม้ใหญ่ตลอดช่วงแรก ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนและป้องกันแมลงได้ดี หมวกกันแดด  ไม้เท้า และคู่บัดดี้ควรดูแลกันตลอดเส้นทาง
เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน(2) (อาหารห่อ) ระหว่างทาง
บ่าย
ถึงจุดตั้งแค้มป์ (Base camp) ซึ่งอยู่ห่างจากยอดเขาไม่ไกล จัดการเต็นท์และจัดเก็บสัมภาระแต่ละท่านให้เรียบร้อย พักผ่อนสักครู่ จากนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการไปถ่ายภาพก็เดินขึ้นสู่สันหนอกวัวเพื่อถ่ายภาพร่วมกันบนยอดเขา เหมาะสมแก่เวลาเดินทางกลับสู่ Base camp ก่อนจะมืด

เย็น          ชมอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถ่ายรูปความงามเก็บไว้ ร่วมกันรับประทานอาหารเย็น(3) สังสรรค์และพักผ่อนตามอัธยาศัย


วันที่ สันหนอกวัว – กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ

เช้า           ตื่นเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นรับประทานอาหารเช้า (4) เก็บสัมภาระให้เรียบร้อยแจกจ่ายน้ำดื่มและเสบียงรองท้อง จากนั้นออกเดินทางกลับ โดยมีเป้าหมายกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ด้านล่าง
เที่ยง        หรือบ่าย รับประทานอาหารกลางวัน (5) อาบน้ำแล้วเดินทางกลับ แวะน้ำพุร้อนหินดาด แช่น้ำแร่คลายกล้ามเนื้อ
เย็น          กลับถึงเดือนฉายรีสอร์ท ส่งท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ – โปรแกรมทัวร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของท่านเป็นสำคัญ


ชมภาพ 
ภาพทริปสันหนอกวัว

 อัตราค่าบริการ
4  - 9 ท่าน ราคาท่านละ 3800 บาท

อัตรานี้รวม
ค่ารถไปกลับ กาญจนบุรี - สันหนอกวัว พร้อมน้ำมันและคนขับ
ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม
ค่าลูกหาบของส่วนกลาง
ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน
ห้องนอนที่เดือนฉาย คืน เต็นท์นอนบนเขา คืน
ค่าอาหารตามโปรแกรม 5 มื้อ

อัตรานี้ไม่รวม
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว นอกเหนือจากที่ระบุในรายการ

สิ่งที่ควรนำไปด้วย
ชุดที่ใช้เดินป่า ควรเป็นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว สวมใส่สบาย
รองเท้าหุ้มส้นสวมใส่สบาย พื้นไม่ลื่น
ถุงกันทาก หมวกกันแดด ครีมกันแดด
เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน(แล้วแต่สภาพอากาศ)
ถุงนอน ชุดนอนที่อบอุ่น
รองเท้าแตะ ไฟฉาย ยาประจำตัว
ของใช้ส่วนตัว แป้งเย็น ยากันยุงและแมลง ทิชชูแห้งและเปียก ไฟแช็ค
อาหารให้พลังงานระหว่างเดินเช่นลูกอม ขนมตุ๊บตั๊บ ขนมปังแก้หิวระหว่างทาง ของกินส่วนตัว
กล้องถ่ายรูป
อุปกรณ์แค้มป์ปิ้งที่ท่านมี

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไป
บนยอดเขาสันหนอกวัว ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แต่มีสัญญาณโทรศัพท์GSM
บนยอดเขา มีห้องน้ำ แต่อาจจะไม่สะดวกสักเท่าไร ไม่มีน้ำอาบ น้ำที่นำไปเฉพาะดื่มและทำอาหารเท่านั้น
บนยอดเขา อากาศแปรปรวน โดยปกติมักมีลมเวลากลางคืน
ชุดเดินป่า ควรเป็นเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนและกันแดดได้ดี
  อาจจะใช้เสื้อแขนสั้นและใส่ถุงแขนช่วย กางเกงขายาว 
ระหว่างเดินป่า ขึ้นเขา ค่อยๆเดินพักผ่อนเป็นระยะเมื่อเหนื่อย อย่าดื่มน้ำมากในคราวเดียว เพราะจะทำให้จุกและเดินทางลำบาก
ควรใช้ไม้เท้าช่วยเวลาเดินทาง เพื่อผ่อนแรงและกันลื่น ไม้เท้าที่ใช้ไม่ควรแหลมคม
สันหนอกวัว มีทาก เยอะหรือน้อย ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสภาพอากาศ 
ใครที่กลัวความสูง ต้องมีบัดดี้เดินอยู่ด้วยตลอด (กรุณาจับคู่กับคนที่ไม่กลัวความสูง)
เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แบบฉับพลัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน
มีอุปกรณ์แคมป์และ gadget อะไรเตรียมไปลุยได้เต็มที่
ลูกหาบจะให้หาบของส่วนกลางน้ำดื่มน้ำใช้ เต็นท์และอาหารเท่านั้น เป้แต่ละท่านควรใส่เฉพาะของที่จำเป็นและแบกเดินไหว
ท่านใดคิดว่าแบกเป้เดินไม่ไหวสามารถจ้างลูกหาบเพิ่มส่วนตัวได้ครับ ลูกหาบแบกของไม่เกิน30 kg

สุดท้าย โทรมาคุยกันก่อนครับ สงสัยอะไรสอบถามได้ เผื่อเราจะได้ไปด้วยกันครับ 034-551109 , 086-3212220 , 081-8566865 
Ad friend ที่ https://www.facebook.com/tatchasit
Line id: ProPex

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

โปรแกรมทัวร์เขาช้างเผือก

โปรแกรมทัวร์เขาช้างเผือก




ทำความเข้าใจกันก่อนนิดนึงครับ

กติกาการขึ้นเขาช้างเผือก มีการเปลี่ยนแปลงทุกปี และมีความยุ่งยากในการจองตลอด   ปีที่แล้วอุทยานมีกฎ - กติกาในการจองขึ้นเขาช้างเผือก ดังนี้
- เปิดให้จองขึ้นเขาช้างเผือก ล่วงหน้า 7 วันเท่านั้น
เช่น คณะที่จะขึ้นเขาวันที่ 14 พ.ย.  จะต้องโทรขอขึ้นเขาช้างเผือกวันที่ 7 พ.ย.
- ทุกคนจะทราบผลการจอง ว่าได้ไปไหมที่ 7 วันก่อนเดินทาง
 ปี 64 – 65 นี้กติกาอาจจะเปลี่ยนได้

สนใจเที่ยวเขาช้างเผือก สามารถกำหนดวันเดินทางได้เอง รวมกลุ่มกันแล้วโทรมาได้เลยครับ

034-551109 , 086-3212220 , 081-8566865 

ทางบริษัทจะดำเนินการโทรจองให้ตามวันที่ท่านต้องการ ไม่สามารถรับประกันว่าจะได้ไปชัวร์ แต่โอกาสวันธรรมดาจะมีมากกว่า เราโทรจองตามช่องทางปกติไม่ได้มีอภิสิทธิ์ใดๆ แต่เราจะพยายามอย่างสุดความสามารถ 
ขอให้ท่านรวมกลุ่มตั้งแต่ 4 ท่านขึ้นไปจะดีมาก แต่ถ้าหากจะไปแค่1- 3 คนโทรมาคุยกันก่อน เผื่อวันตรงกันกับคณะอื่นก็ไปด้วยกันนะครับ



โปรแกรม กาญจนบุรี-เขาช้างเผือก
(1) วันแรกของการเดินทาง ( กรุงเทพฯ กาญจนบุรี ) (เราไม่เดินทางขึ้นเขาไปหมู่บ้านอิต่อง ตอนกลางคืนนะครับ)

วันแรก
พบกันที่เดือนฉายรีสอร์ท กาญจนบุรี เช็คอินท์เข้าห้องพัก ( จะมาถึงกี่โมงก็ได้ครับตามสะดวก เลิกงานแล้วนั่งรถมาก็ได้ ถ้านั่งบัสปรับอากาศมา มีรถไปรับที่สถานีขนส่งครับ) มีรถตู้ชื่อวินหนุมาน มาส่งถึงบันไดรีสอร์ทเลย วินอยู่ที่หมอชิต2 สายใต้ใหม่ โทรสอบถามได้ที่ 086-1334635 วินหนุมานครับ
ช่วงเย็น
พบกับทีมงาน แนะนำเส้นทาง อธิบายรายละเอียด จับคู่บัดดี้เวลาขึ้นเขา ตรวจเช็คอุปกรณ์และความพร้อม หากขาดสิ่งใดจะได้จัดหาให้พร้อม จากนั้นพักผ่อนตามอัธยาศัย  ( ไม่รวมอาหารเย็น )

(2) วันที่สอง ( เขาช้างเผือก)
04.00 น.
พบกันที่หน้าล็อบบี้ ทานกาแฟ โอวัลติน รองท้อง พร้อมแล้วขึ้นรถเดินทางสู่ อ.ทองผาภูมิ ถึง อ.ทองผาภูมิ รับประทานอาหารเช้า(1) แวะลงทะเบียนที่อุทยานฯ จากนั้นเดินทางสู่ตลาดอีต่อง
09.00 น.
พบกับเจ้าหน้าที่ และลูกหาบ แบ่งสัมภาระ ลูกหาบจะแบกสัมภาระส่วนกลาง เต็นท์ น้ำดื่ม อาหาร และหากมีพื้นที่เหลือ จึงจะ แบ่งของจากผู้หญิงเท่าที่รับได้ แจกน้ำดื่มประจำตัว พร้อมแล้วออกเดินทาง ระหว่างทางไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่ทุ่ง หญ้าคา ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนและป้องกันแสงแดดได้ดี หมวกกันแดด ถุงมือ ไม้เท้า และคู่บัดดี้ควรดูแลกันตลอดเส้นทาง
เที่ยง        รับประทานอาหารกลางวัน(2) (อาหารห่อ) ระหว่างทาง
บ่าย
ถึงจุดตั้งแค้มป์ (Base camp) ซึ่งอยู่ห่างจากยอดเขาไม่ไกล สามารถมองเห็นยอดเขาและสันคมมีดได้จากที่นี่ จัดการเต็นท์และจัดเก็บสัมภาระแต่ละท่านให้เรียบร้อย พักผ่อนสักครู่ จากนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการไปยอดเขา ช้างเผือก เริ่มออกเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาผ่านหน้าผาชัน 90องศา จุดเริ่มต้นสันคมมีดและผ่านสันวัดใจ คำเตือน ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากทางเดินบางช่วงเป็นพื้นหินตะปุ่มตะป่ำ แคบเพียงครึ่ง เมตรและสูงชัน ถ่ายภาพร่วมกันบนยอดเขา แล้วรีบเดินทางกลับสู่ Base camp ก่อนจะมืด
เย็น          ชมอาทิตย์ลับขอบฟ้า ถ่ายรูปความงามเก็บไว้ ร่วมกันรับประทานอาหารเย็น(3) สังสรรค์และพักผ่อนตามอัธยาศัย

วันที่ 3 อีต่อง กาญจนบุรี กรุงเทพฯ

เช้า           ตื่นเช้าชมพระอาทิตย์ขึ้นรับประทานอาหารเช้า (4) เก็บสัมภาระให้เรียบร้อยแจกจ่ายน้ำดื่ม จากนั้นออกเดินทางกลับ โดยมีเป้าหมายกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่ด้านล่าง
เที่ยง        หรือบ่าย รับประทานอาหารกลางวัน (5) อาบน้ำแล้วเดินทางกลับ
เย็น          กลับถึงเดือนฉายรีสอร์ท ส่งท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
หมายเหตุ โปรแกรมทัวร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประโยชน์และความปลอดภัยของท่านเป็นสำคัญ
อัตราค่าบริการ
4  ท่าน ราคาท่านละ 3800 บาท

อัตรานี้รวม
- รถ 4wd 4 ประตูไปกลับ กาญจนบุรี - เขาช้างเผือก พร้อมน้ำมันและคนขับ
- ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
- ค่าลูกหาบของส่วนกลาง
- ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน
- ห้องนอนที่เดือนฉาย 1 คืน เต็นท์นอนบนเขา 1 คืน
- ค่าอาหารตามโปรแกรม 5 มื้อ

อัตรานี้ไม่รวม
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว นอกเหนือจากที่ระบุในรายการ

สิ่งที่ควรนำไปด้วย
- ชุดที่ใช้เดินป่า ควรเป็นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว สวมใส่สบาย
- รองเท้าหุ้มส้นสวมใส่สบาย พื้นไม่ลื่น
- หมวกกันแดด ครีมกันแดด
- เสื้อกันหนาว เสื้อกันฝน
- ถุงนอน ชุดนอนที่อบอุ่น
- รองเท้าแตะ ไฟฉาย ยาประจำตัว
- ของใช้ส่วนตัว แป้งเย็น ทิชชูแห้งและเปียก ไฟแช็ค
- อาหารให้พลังงานระหว่างเดินเช่นลูกอม ขนมตุ๊บตั๊บ ขนมปังแก้หิวระหว่างทาง ของกินส่วนตัว
- กล้องถ่ายรูป
- ถุงมือ ใช้เวลาสาวเชือกและกันหญ้าบาดมือ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไป
- บนยอดเขาช้างเผือก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แต่มีสัญญาณโทรศัพท์ AIS True
- บนยอดเขา มีห้องน้ำ แต่อาจจะไม่สะดวกสักเท่าไร ไม่มีน้ำอาบ น้ำที่นำไปเฉพาะดื่มและทำอาหารเท่านั้น
- บนยอดเขา โดยปกติมักมีลมแรง โดยเฉพาะกลางคืน
- ชุดเดินป่า ควรเป็นเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ระบายความร้อนและกันแดดได้ดี
  อาจจะใช้เสื้อแขนสั้นและใส่ถุงแขนช่วย กางเกงขายาว ถุงมือป้องกันหญ้าคาที่สูงและคม
- ระหว่างเดินป่า ขึ้นเขา ค่อยๆเดินพักผ่อนเป็นระยะเมื่อเหนื่อย อย่าดื่มน้ำมากในคราวเดียว เพราะจะทำให้จุกและเดินทางลำบาก
- ควรใช้ไม้เท้าช่วยเวลาเดินทาง เพื่อผ่อนแรงและกันลื่น ไม้เท้าที่ใช้ไม่ควรแหลมคม
- ใครที่กลัวความสูง ต้องมีบัดดี้เดินอยู่ด้วยตลอด (กรุณาจับคู่กับคนที่ไม่กลัวความสูง)
- เตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แบบฉับพลัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน
- มีอุปกรณ์แคมป์และ gadget อะไรเตรียมไปลุยได้เต็มที่
- ลูกหาบจะให้หาบของส่วนกลางน้ำดื่มน้ำใช้ เต็นท์และอาหารเท่านั้น เป้แต่ละท่านควรใส่เฉพาะของที่จำเป็นและแบกเดินไหว
- ท่านใดคิดว่าแบกเป้เดินไม่ไหวสามารถจ้างลูกหาบเพิ่มส่วนตัวได้ครับ ลูกหาบแบกของไม่เกิน 30 kg

สุดท้าย โทรมาคุยกันก่อนครับ ถ้าอยากไปเขาช้างเผือกจริงๆ สงสัยอะไรสอบถามได้ครับ เผื่อเราจะได้ไปด้วยกันครับ 034-551109 , 086-3212220 , 081-8566865 
Ad friend ที่ https://www.facebook.com/tatchasit
Line id: ProPex


วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แม่กำปอง พี่หมายปองน้องนักหนา



แม่กำปอง พี่หมายปองน้องนักหนา

               ขณะที่ปั่นต้นฉบับอยู่นี้เป็นต้นเดือนธันวาคม 2556 อากาศหนาวมาเยือนเมืองไทยแล้ว เมื่อเช้าอุณหภูมิหน้าบ้านวัดได้ 17*C อากาศแบบนี้ชาวไทยน่าจะมีความสุขกัน แต่สถานการณ์การเมือง ณ วันนี้ยังมีการประท้วงอย่างหนัก คนไทยแบ่งแยกกันเป็นฝักฝ่าย ผมได้แต่ภาวนาขอให้ประเทศไทยเรากลับเข้าสู่ความสงบสุข คนไทยรักกันไม่แบ่งพรรคแบ่งฝ่าย และเหตุการณ์ทั้งหลายสงบลงก่อนวันพ่อด้วยเถิด
               อากาศหนาวๆแบบนี้ ใครๆก็คิดถึงภาคเหนือกันก่อนเป็นอันดับต้นๆ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปางฯลฯ และอีกหลายๆจังหวัดมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าฤดูฝน พ่อค้าแม่ขายเตรียมรับนักท่องเที่ยวกันเต็มที่ ไม่รู้ว่าปีนี้จะหนาวนานแค่ไหน ขอให้ความสุขแบบนี้อยู่กับเรานานๆก็แล้วกัน แต่กับบางคนที่ไม่มีคู่คงไม่อยากให้หนาวนาน ได้ยินเสียงแว่วมาตามลมหนาวว่ามันเหงาแปลกๆ
               แต่ถ้าใครมีคู่อยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะพาไปเที่ยวสถานที่บรรยากาศโรแมนติคท่ามกลางธรรมชาติ เงียบสงบและมีเจ้าของบ้านน่ารักๆกันครับ ต้องบอกว่าถือเป็นโชคดีของผมจริงๆที่มีโอกาสร่วมคณะกับ ททท.สำนักงานกาญจนบุรีไปร่วมงานเที่ยวไทย๕ภาคที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยท่านผอ. อิสระพงษ์ แทนศิรินำทีมแถมพาไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
               ท่านผอ.อิสระพงษ์พาไปศึกษาแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยมีททท.เป็นผู้สนับสนุน แห่งแรกคือที่น้ำพุร้อนสันกำแพง ที่มีความลงตัวของความสวยงามควบคู่กับการให้บริการสถานที่ ส่วนอีกที่หนึ่งคือ “บ้านแม่กำปอง” แม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านที่เงียบสงบ ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ ป่าเขาและน้ำตก ที่สำคัญชาวแม่กำปองมีอัธยาศัยไมตรีน่ารักเสียนี่กระไรคณะเราไปถึงแม่กำปองเมื่อตอนเกือบเที่ยงวัน กว่าจะมาถึงก็ต้องรื้อฟื้นความหลังกันเล็กน้อย เพราะท่านผอ.บอกว่า เคยมานานมากแล้ว ในสมัยที่มาสำรวจและส่งเสริมแม่กำปองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในสมัยเริ่มต้น ฟื้นความหลังกันไปมาก็นับว่าเกินสิบปีไปแล้วมั้งฮ่าๆๆ แต่จุดสังเกตหลักๆก็ยังคงอยู่ การดูแลยังเหมือนเดิม แต่เพิ่มความสวยงามและเป็นระเบียบมากขึ้น
               มีกิจกรรมผจญภัย การโรยตัวตามต้นไม้ เพิ่มขึ้นมา แต่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างไม่ขัดเขินร้านอาหาร โฮมสเตย์พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวหลายแห่ง เรารับประทานอาหารเที่ยงแบบง่ายๆที่ร้านอาหารตามสั่งกลางหมู่บ้าน ที่ไม่ได้มีเพียงข้าวกับก๋วยเตี๋ยว แต่แถมกาแฟสดหอมอร่อยอีกคนละแก้ว จะลาเต้ มอคค่า เอสเพรสโซ่ก็มีบริการ ที่สำคัญเมล็ดกาแฟปลูกในแม่กำปองเองเสียด้วย ทานเสร็จที่ร้านยังมีบริการนำเที่ยว เราสามารถติดต่อขอไกด์นำเที่ยวหมู่บ้านได้ที่นี่ จะติดต่อที่พักก็ได้นะเรียกว่า One stop service
               นั่งพักพอข้าวเรียงเม็ด เราก็ออกเที่ยวรอบหมู่บ้านโดยมีสาวไกด์ท้องถิ่นนำเที่ยว ไปกันแบบสบายๆ เดินเที่ยวชมกันไปด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ชมโฮมสเตย์และร้านกาแฟน่านั่ง ชมต้นชาแถมโชว์วิธีการเก็บใบชาจากไกด์คนเก่ง ผ่านป่าชุมชนไปจนถึงน้ำตกแม่กำปอง ที่ไหลกลายเป็นลำห้วยหล่อเลี้ยงผู้คนในหมู่บ้าน พักผ่อนหายเหนื่อยเราเดินต่อไปแวะชมโรงผลิตเม็ดกาแฟ ไกด์คนสวยแนะนำถึงวิธีการเก็บ การแกะเมล็ด ต้องแช่น้ำลอกเปลือก ตากแดดก่อนจะสีเมล็ดก่อนจะนำไปคั่ว เรียกว่ากว่าจะมาเป็นเมล็ดกาแฟสดเพื่อนำมาบดให้เราได้ดื่มกันนี้ยากไม่ใช่เล่นๆ
               ยังไม่จบทริป ไกด์สุดสวยพาเดินเลาะตามลำธารมุ่งตรงกลับหมู่บ้าน แนะนำสมุนไพรต่างๆที่มีอยู่ดาษดื่นในบริเวณนั้น เจ็บป่วยเบื้องต้น แพทย์แผนไทยของที่นี่มียาจากธรรมชาติให้ใช้ไม่ขาดมือ ช่วงสุดท้ายเราเดินผ่านกลางหมู่บ้าน บรรยากาศบ้านชนบทเมืองเหนือ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ ท่านผอ.อิสระพงษ์บอกว่านอนสบายและต้อนรับดีแน่นอน เพราะเคยนอนมาแล้วแม้จะร่วมสิบปีก็เถอะ เพราะกลับมาคราวนี้ได้มาเจอคุณยายเจ้าของบ้านที่ท่านผอ.เคยมาพักในสมัยสำรวจแหล่งท่องเที่ยวบ้านแม่กำปอง ยังคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม ถ้าไม่ดีจริงโฮมสเตย์บ้านคุณยายคงไม่มีนักท่องเที่ยวมาพักแล้วล่ะ และยังได้รับข้อมูลจากคุณยายว่า เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวมากขึ้น มีการรวมตัวกันในหมู่บ้านบริหารจัดการแบ่งปันนักท่องเที่ยวไปตามบ้านอย่างทั่วถึง ยามค่ำมีการแสดงโดยเด็กๆในหมู่บ้านให้นักท่องเที่ยวชม โฮมสเตย์ทุกเจ้าอยู่กันอย่างสามัคคีและมีความสุข ที่แม่กำปองมีนักท่องเที่ยวตลอด เพราะที่นี่อากาศเย็นตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอฤดูหนาว น่าอิจฉาจริงๆ
               จบทริปด้วยการไหว้พระที่วัดประจำหมู่บ้าน สักการะหลวงพ่อในโบสถ์กลางลำธาร และช็อปปิ้งสินค้าโอท็อป หมอนใบชา ที่ช่วยให้นอนหลับสบาย ไม่มีไรฝุ่น มาแม่กำปองครั้งนี้ช่างประทับใจเสียจริงๆ แม่กำปองทำผมหมายปองอยากกลับมาเที่ยวอีกสักครั้ง เอ หรือจะหลายครั้งดีแต่เปลี่ยนคนมาเที่ยวด้วยนะฮี่ๆๆ
              
ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex  www.dsr.co.th
DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th  
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย


ธรรมชาติอัศจรรย์ แดนสวรรค์ตะวันตก



ธรรมชาติอัศจรรย์ แดนสวรรค์ตะวันตก

       ปัจจุบันการท่องเที่ยวถือเป็นธุรกิจสำคัญที่นำรายได้เข้าประเทศเป็นลำดับต้นๆ นอกเหนือจากธุรกิจด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจ และตั้งใจจะมาเที่ยวสักครั้งในชีวิต ด้วยทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ธรรมชาติ ภูมิอากาศ ทะเล หาดทราย แสงแดด สิ่งอำนวยความสะดวก ที่สำคัญคือ “คนไทย”ที่มีอัธยาศัยไมตรี เรียกว่าเป็นประเทศที่มาเที่ยวแล้วคุ้มค่าและประทับใจ จังหวัดกาญจนบุรีก็ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ เพราะอะไร
       กาญจนบุรีเป็นเมืองที่มีทรัพยากรทางด้านการท่องเที่ยวครบ “แทบ”ทุกอย่างขาดเพียงทะเล นอกจากนั้นกาญจนบุรีถือว่ามีครบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้านประวัติศาสตร์ก็มีมายาวนานให้ศึกษา ผู้คนก็น่ารักเป็นเมืองที่มีสถิติด้านอาชญากรรมน้อยกว่าเมืองท่องเที่ยวแห่งอื่นๆมาก จนมีคำขวัญจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งให้ว่า “ธรรมชาติอัศจรรย์ แดนสวรรค์ตะวันตก”
       หากจะพาไปเที่ยวให้ทั่วจังหวัดกาญจนบุรี คงต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือน เนื่องจากกาญจนบุรีมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงปริมาณแต่มีคุณภาพคับแก้ว ไปแห่งหนตำบลใดก็มีแหล่งท่องเที่ยวทุกที่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกในกาญจนบุรีก็มีหลายแห่ง เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว สัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรี สร้างสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยชีวิตกรรมกรชาวเอเชียและเชลยศึกสัมพันธมิตรรวมกันหลายหมื่นชีวิต ช่องเขาขาดหรือ Hell fire pass ที่ตัดภูเขาทั้งลูกด้วยมือมนุษย์โดยไม่มีเครื่องจักรกลช่วย เพื่อให้รถไฟผ่าน จนเหล่าเชลยศึกสาปแช่งว่าเป็นช่องไฟนรก และรัฐบาลออสเตรเลียเห็นความสำคัญมอบทุนและบุคคลากรมาสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อรำลึกถึงเชลยศึกที่เสียชีวิตเพราะความโหดร้ายของสงคราม
       ด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่ผู้คนรู้จักก็มีมากมายดังเช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น น้ำตกผาตาด ถ้ำธารลอด ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นต้น ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติใหม่ๆเปิดตัวเรื่อยๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยี่ยมเยือนกาญจนบุรีตลอดเวลา แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เปิดตัวมาไม่นานและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่  เขาช้างเผือก ที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และถ้ำเสาหินอุทยานแห่งชาติลำคลองงู อยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ ทั้ง 2 อุทยาน
              นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของแหล่งท่องเที่ยวในกาญจนบุรียังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ที่ยังไมได้กล่าวถึงในบทความนี้ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ที่ยังไม่เผยโฉมสู่สายตานักท่องเที่ยว เนื่องจากรักษาไว้เพื่อให้ธรรมชาติยังคงอยู่ ชาวกาญจนบุรีควรเห็นความสำคัญช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่ในปัจจุบัน มิให้เสื่อมโทรมลง และรักษาไว้อยู่คู่กาญจนบุรีตลอดไป
               ก่อนจากกันวันนี้ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ช่วยอำนวยพรในวันปีใหม่ให้กับผู้อ่านทุกท่าน และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองประเทศไทยให้พ้นภัยการเมืองให้คนไทยกลับมาเข้าใจกันเหมือนเดิมโดยเร็วครับ
ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex  www.dsr.co.th
DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th  
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย