
ผมเขียนบทความนี้หลังจากที่เมื่อวานตอนเย็นไปร่วมงานแถลง “แผนปฏิบัติงานด้านการตลาด ททท. สำนักงานกาญจนบุรี ปีงบประมาณ 2555 “ ทำให้ได้เห็นถึงความตั้งใจและเอาใจใส่ของหน่วยงานภาครัฐ ที่พัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรีอย่างจริงจัง มีการจัดทำภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดในรูปแบบ มินิซีรี่ย์ นำเสนอผ่านทางสื่อออนไลน์อย่าง Youtube, Facebook ซึ่งเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก แผนการท่องเที่ยวของปี 2555 แสดงให้เห็นว่ากาญจนบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย และสามารถเที่ยวได้ทั้งปี มีการกำหนดแหล่งท่องเที่ยว Unseen ของกาญจนบุรีแห่งใหม่เช่น โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ที่มีถ้ำเสาหิน น้ำตกนางครวญ และเส้นทางเดินป่าเขาช้างเผือก
ผมเคยเขียนถึงโบสถ์สแตนเลสวัดปากลำขาแข้ง และเขาช้างเผือกไปแล้ว คอลัมน์ท่องเที่ยวคอลัมน์แรกที่ผมเขียนให้กับหนังสือพิมพ์โพสต์นิวส์ก็คือ เขาช้างเผือกนี่เอง เมื่อเขาช้างเผือกได้รับคัดเลือกให้เป็น Unseen Product ของ ททท. จึงอยากจะเขียนถึงเขาช้างเผือกอีกสักหลายๆครั้ง

นับจากครั้งแรกที่ผมขึ้นไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเขาช้างเผือกกับ ททท.สำนักงานกาญจนบุรี ผมก็มีโอกาสกลับไปอีกสามครั้ง บางคนอาจจะรู้สึกว่าน้อยเหลือเกิน แต่จะมีใครรู้บ้างว่า ในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว เขาช้างเผือกนั้นเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเพียงแค่ประมาณสามเดือนใน ฤดูหนาวเท่านั้นเอง หากโชคดีก็จะขยายได้ถึงสี่เดือน เพราะอะไรน่ะหรือ เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทอดยาวเป็นแนวเขา ปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าคาและไม้ล้มลุกต่างๆ มีไม้ยืนต้นสูงใหญ่เพียงไม่เท่าไหร่ ทางเดินเป็นเนินเขาขึ้นและลงตลอดเส้นทางบางช่วงชันจะต้องตะกาย แทบจะไม่มีที่ราบให้เดิน ในฤดูฝนเส้นทางจะลื่นไถลและอันตราย ในฤดูร้อน ความแห้งแล้งจะปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขา หญ้าคาทั้งหมดจะแห้งลง ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีทอง ภาพถ่ายที่สวยงามของทุ่งหญ้าสีทองอร่ามตาพลิ้วไปตามสายลม ทำให้ผู้ได้ชมต่างหลงใหล แต่ในฤดูร้อนนั้นอันตรายที่สุดของนักเดินป่าก็คือ ไฟป่า ยิ่งเมื่อไฟป่ามาเจอกับหญ้าคาแห้งๆพร้อมกับลมที่ช่วยโหม ภูเขาทั้งลูกสามารถตกอยู่ในทะเลเพลิงเพียงชั่วพริบตา

ทำให้ในฤดูร้อนและฤดูฝน เขาช้างเผือก ไม่สามารถท่องเที่ยวได้ เมื่อหมดฝนเข้าสู่ฤดูหนาว เขาช้างเผือก จึงเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง แต่จะเปิดได้นานเท่าใด ขึ้นอยู่กับ ไฟป่าตัวร้ายเข้ามาสู่เขาช้างเผือกเมื่อไร ไฟป่ามีที่มาสองประเภท จากธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์ ไฟป่าไม่เคยปราณีใคร เผาผลาญทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตามธรรมชาติของที่นี่ไฟป่ามักจะเกิดหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว ธรรมชาติของสัตว์ป่าทั้งหลายต่างป้องกันตัวได้ทัน ลูกสัตว์ป่าเกิดใหม่ก็แข็งแรงพอที่จะหลบหลีก แต่เพราะคนเพียงไม่กี่คนที่เห็นแก่ตัวเผาทำลายป่า ทำให้ไฟป่ามาเร็วกว่าปกติ นอกจากจะกระทบถึงการท่องเที่ยวแล้ว สัตว์ป่าทั้งหลายก็ล้มตายมากมาย เช่นไข่ของไก่ป่ายังไม่ทันฟักเป็นตัว ก็โดนไฟเผาจนหมดสิ้น
แต่ถึงอย่างไร เขาช้างเผือกก็ยังมีเสน่ห์อันน่าประหลาดเรียกนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน กันได้ตลอดเวลา ลูกทัวร์ผมบางคนบอกว่าเคยผ่านภูกระดึงมาแล้ว และคิดว่าเขาช้างเผือกคงไม่เท่าไหร่ เพราะระยะทางเพียงแค่ 10 กม.โดยประมาณ ใช้เวลาเดินเพียงสามถึงสี่ชั่วโมงก็ถึงจุดกางเต็นท์ แต่เมื่อทุกคนกลับมาต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ยิ่งกว่าภูกระดึงเสียอีก ก่อนออกทริปทุกครั้งผมจะทำการแนะนำเส้นทางและให้จับคู่บัดดี้ เพื่อเวลาเดินป่านั้นจะได้ดูแลกันและกัน แบ่งปันน้ำดื่ม อาหาร ลูกอม และ “กำลังใจ” ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเส้นทางเขาช้างเผือก ทุกคนเมื่อเดินถึงจุดกางเต็นท์แล้วผมชี้กลับมาให้เห็นจุดที่เราเริ่มต้นเดิน บอกว่า ไม่น่าเชื่อว่าเราจะเดินมาถึงได้ ถึงเหนื่อยแต่ก็คุ้ม วิวสวยๆบนยอดเขา ยามที่เหนื่อยหายใจปนหอบ รับอากาศดีๆเข้าไปเต็มปอด อากาศบริสุทธิ์ที่ล้างปอดของเราจากควันและฝุ่นละอองในเมือง เดินไปถ่ายรูปอัพFacebook ตามกระแส ยิ้มแย้มโชว์คนที่ตามชมทริปแม้จริงๆตอนนั้นจะเหนื่อยแทบเป็นลมก็ตาม ขากลับเมื่อเจอกลุ่มที่กำลังเดินขึ้นเขา ทุกคนต่างก็ให้กำลังใจโดยบอกว่า อีกนิดเดียวเองค่า(ครับ) อีกนิดเดียว แม้ที่จริงกลุ่มใหม่เดินมายังไม่ถึงครึ่งทาง บางครั้งเพียงต้นทางเสียด้วยซ้ำ
แม้จะออกแนวหลอกลวงเพื่อนร่วมทาง แต่ก็เพราะอยากให้ไปจนถึงปลายทางได้สัมผัสธรรมชาติดีๆ ที่คนเมืองน้อยคนนักจะได้สัมผัส มีคนถามผมว่าจะไปทำไมเขาช้างเผือก ผมบอกแต่เพียงว่า คนไทยเจ็ดสิบล้านคน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง 7000 คนเลยที่เคยมาเขาช้างเผือก ที่นี่ใช่ว่าใครจะมาก็ได้ แม้เขาช้างเผือกจะไม่เลือกรับคน แต่หากธรรมชาติไม่เป็นใจไม่ว่าใครก็ไปเขาช้างเผือกไม่ได้ โอกาสดีๆมีต้องคว้าไว้ หากคุณเป็นนักเที่ยวชมธรรมชาติตัวจริง คงรู้นะว่า “ทำไมต้องไปเขาช้างเผือก”
แด่ลูกทริปทุกท่าน ที่ร่วมฝ่าฟันเส้นทางเขาช้างเผือกมาด้วยกัน “ขอพลังจงอยู่กับท่าน”
ร่วม พูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex www.dsr.co.th DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
เขียนให้ นสพ.โพสต์นิวส์ 27/1/2012
1 ความคิดเห็น:
สำหรับคนที่จะไปเขาช้างเผือกแล้วอยากรู้ว่าเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
http://guidepex.blogspot.com/2012/11/blog-post.html
แสดงความคิดเห็น