วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

ตามฝัน สันหนอกวัว

     มันเป็นเวลาเย็นที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเร็วมากๆจะดีกว่า ฟ้ายังมีแสงจากดวงอาทิตย์อยู่รำไร ขนาดที่ยังมองเห็นลายมือได้ชัดเจน แต่ความหนาวเย็นที่เข้ามาสัมผัสกับร่างกาย ทำให้พวกเราขอให้ลูกหาบก่อกองไฟอย่างรีบเร่ง และผมรีบขึงฟรายชีทให้ทันก่อนค่ำ เพื่อคณะของเราจะได้นั่งล้อมวงทานมื้อเย็นด้วยกัน คืนนี้ลูกทริปนอนหนาวแน่ๆผมหวั่นในใจ


     ทริปนี้เกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพราะลูกทัวร์เป็นชุดที่เคยไป #เขาช้างเผือก กับผมมาแล้ว ขาดไปท่านหนึ่งเพราะภรรยาเป็นห่วงในความปลอดภัย เราเหลือกัน 4 คนก็สบายๆเพราะเคยร่วมทริปกันแล้ว ประกอบด้วย สองสาวสวย คุณปุ๋มและคุณพู่ ที่แข็งแรงสุดๆ เดินไม่มีบ่น(ให้ได้ยิน)สักคำ คนที่ 3 คือเฮียคิม เพื่อนรุ่นพี่ที่กลัวความสูงมากกกกกก แต่ต้องการพิสูจน์ความแข็งแรงของร่างกายหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียนฮ่าๆๆ ที่จริงเฮียเค้าอายุ 50 นิดหน่อย แต่ต้องการเดินป่าปีละครั้งเพื่อเช็คว่าร่างกายยังไหวรึเปล่า



     เมื่อคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็เป็นเรื่องง่ายที่จะเตรียมตัว โปรแกรมก็เหมือนตอนไปเขาช้างเผือก เย็นวันแรกมาเจอกันที่ #เดือนฉายรีสอร์ท พักผ่อนตามสบาย เช้ามืดวันรุ่งขึ้นก็ออกเดินทางไปสู่ป้อมปี่ มีผมเป็นไกด์ พลขับ พ่อครัว หัวหน้าทริป และเป็นหัวลากด้วย คืออะไรเดี๋ยวไปเฉลยตอนท้ายนะครับ วันแรกทุกคนมาถึงกาญจนบุรี เข้าที่พัก ทักทายกันเรียบร้อยก็พักผ่อนตามอัธยาศัย เช้าวันที่ 2 ขนกระเป๋าใส่รถโฟร์วีลแล้วออกเดินทาง อุปกรณ์อื่นๆผมเตรียมไว้หมดแล้ว น้ำดื่ม เต็นท์ อาหาร อุปกรณ์แคมป์ ไปเจอลูกหาบที่จุดลงทะเบียนเลย ตอนเช้าแวะทานอาหารเช้าที่ตลาดทองผาภูมิ ร้านเดิมเจ้าอร่อย แวะซื้อของใช้ส่วนตัวเพิ่มเติมนิดหน่อยแล้วเดินทางไปจุดลงทะเบียนเลย ทำไมไม่ไปนอนที่อุทยานเขาแหลมเลยน่ะเหรอ บางคณะเค้าเดินทางกลางคืนไปถึงตอนดึกมากๆผมไม่ค่อยชอบ เสียดายเวลานอนฮ่าๆๆ เดินทางดึกๆน่าเป็นห่วงครับ ออกเช้ามืดไปถึงสว่างแวะทานข้าวอร่อยๆด้วยดีกว่า
     ถึงอุทยานฯ รอลงทะเบียน เรียบร้อยก็แพ็คของกับลูกหาบ แล้วขึ้นรถกระบะของอุทยานไปยังจุดเริ่มต้น ที่นี่เส้นทางเดินเป็นป่าเบญจพรรณ ต้นไม้ใหญ่เยอะร่มครึ้มเกือบตลอดเส้นทาง เรียกว่าแทบไม่เจอแดดเลย เดินๆไปก็จะได้ยินเสียงชะนีแว่นมาไกลๆ เห็นรอยสัตว์ต่างๆบ้าง รอยไก่ป่าที่คุ้ยข้างทางนี่เยอะมาก ไปบนเขาช่วงท้ายๆก็มีลานกระทิง เป็นลานทุ่งหญ้าในช่วงปิดป่าจะมาฝูงกระทิงมาพักกินหญ้า มีรอยเท้าและมูลกระทิงมากมายเลย เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก เที่ยงก็หยุดทานข้าวห่อที่ผมเตรียมไว้ให้ ป่าที่นี่ดีตรงไม่ร้อนแดด แต่แมลงพวกผึ้งตัวเล็กๆจะกวนใจนิดหน่อย ถ้ามาตอนต้นฤดูป่ายังชื้นๆอาจจะเจอทากบ้างนิดนึง ไม่ต้องใช้ถุงกันทากก็ได้นะ เพราะผมว่ามันมีน้อยจริงๆ

 



     เดินไปสภาพภูมิประเทศจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่ไม่มีวิวให้เดินไปมองไปแบบเขาช้างเผือก จนกว่าจะขึ้นไปสูงๆถึงจะมีเหลี่ยมมุมให้เห็นบ้าง เรียกว่าพอเห็นวิวก็อยู่ที่สูงแล้ว เนินบางเนินก็ตั้งชื่อได้น่ารัก เช่นเนินหมาถอย ที่สูงชันและลื่นเพราะฝุ่น แต่ก็มีเชือกให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เหนี่ยวตัวขึ้นไป ไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอกครับ สนุกดี ถ้าใครเดินป่าชินๆแล้วไม่ต้องสาวเชือกก้ได้ เดินไปลุ้นไปว่าจะลื่นช่วงไหนฮ่าๆๆ เหนื่อยกันเกือบถอดใจเพราะหมดแรงก็ถึงที่หมายแล้วล่ะครับ จำไว้เดินเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก
     พอถึงจุดกางเต็นท์ก็พักผ่อนเอาแรงกันก่อน ลูกหาบเค้ากางเต็นท์ให้เรียบร้อยเพราะผมกำหนดจุดพักไว้แล้ว ทริปนี้ได้ร่มไม้ครึ้มทั้งวัน เย็นสบายเลย ให้พักผ่อนกันตามสบายเดี๋ยวเย็นๆผมพาขึ้นยอดสันหนอกวัว หลับสักตื่นฟื้นมามีแรงก้ไปถ่ายรูปบนสันหนอกวัวกันครับ ที่นี่มีอยู่ 2 หนอก หนอกแรกที่มีป้ายจะเป็นสันหนอกลูก ถ่ายไปด้านหลังเป็นสันหนอกแม่ ถ่ายรูปกับป้ายเรียบร้อยก็เดินขึ้นสันหนอกที่สูงที่สุดกัน วิวสวย ป่าเขียว มองเห็นทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนเขาแหลม ถ่ายรูปกันสะใจแล้วก็เดินกลับที่พักกัน เพราะผมต้องไปเตรียมมื้อเย็น เดินมาทั้งวันหิวแล้ว



     แต่กว่าจะกลับได้นี่ขลุกขลักบ้าง ไม่ใช่เพราะทางลำบากนะ แต่ผมต้องเป็นหัวลาก หรือคนนำทางให้เฮียคิมเดินเกาะหลัง บังทางข้างหน้าเอาไว้ไม่ให้เฮียแกมองเห็นวิวข้างหน้า เพราะแกกลัวความสูงมากกกกกก มากแบบว่าหน้าซีดมือสั่นเหงื่อแตก จะเป็นลม แต่อย่างที่บอกช่วงแรกครับ แกใจสู้ เดินไหวแค่กลัวความสูงมากเท่านั้นเอง เวลาเดินก็เกาะหลังผมไปทั้งขึ้นและลง มองแต่เท้าผมว่าเหยียบไปทางไหน แกบอกแค่นี้ก้ช่วยได้เยอะแล้ว เพราะไม่เห็นวิว แต่ยังกลัวอยู่นะฮ่าๆๆ
     กลับมาถึงที่พัก ลูกหาบไปหาน้ำใช้ใส่แกลลอนมาวางไว้ให้แล้ว ผมให้ลูกทัวร์ไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนชุดทำธุระส่วนตัวตามสบาย สองสาวได้เช็ดเนื้อเช็ดตัว ออกมาสวยปิ๊งกันเหมือนเดิม เวลาบนยอดเขาตอนนั้นประมาณหกโมงเย็น แดดยังส่องสว่างแต่ฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ พอแสงอาทิตย์ถูกเหลี่ยมเขาบัง อากาศที่เย็นสบายกลับเปลี่ยนแปลงแทบตกใจ มันเป็นเวลาเย็นที่อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเร็วมากๆจะดีกว่า ฟ้ายังมีแสงจากดวงอาทิตย์อยู่รำไร ขนาดที่ยังมองเห็นลายมือได้ชัดเจน  แต่ความหนาวเย็นที่เข้ามาสัมผัสกับร่างกาย ทำให้พวกเราขอให้ลูกหาบก่อกองไฟอย่างรีบเร่ง และผมรีบขึงฟรายชีทให้ทันก่อนค่ำ เพื่อคณะของเราจะได้นั่งล้อมวงทานมื้อเย็นด้วยกัน คืนนี้ลูกทริปนอนหนาวแน่ๆผมหวั่นในใจ กองไฟทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ความอบอุ่นแผ่กระจายไปทั่ว ทุกคนมานั่งผิงไฟไม่มีใครลุกหนีไปไหน ฟรายชีทที่ขึงไว้ก็ป้องกันน้ำค้างได้เป็นอย่างดี พื้นที่กางเต็นท์เราอยู่ในหุบต่ำกว่าสันเขา ทำให้อากาศหนาวกว่าบนสันเขา แต่ก็ลมเบากว่าบนสันเขาเช่นกัน ดีไปคนละอย่าง



     มื้อเย็นเรียบง่ายถูกเอามาจัดเรียงกลางแคมป์ พวกเราล้อมวงกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ความเหนื่อยล้าทำให้หิวช่วยให้กับข้าวอร่อยขึ้นเยอะเลย พ่อครัวอย่างผมก็โล่งใจ ฝีมือพอทำไปใส่บาตรได้ ตามสโลแกนประจำตัว มีใครสนใจมั้ย "เดินป่าได้ทำกับข้าวเป็น"  อิ่มเรียบร้อยทุกคนล้อมรอบกองไฟ เฮียคิมแทบจะไม่ลุกไปไหนเลย คอยเติมฟืนตลอด เรียกว่าถ้าไฟมอดต้องรีบใส่ฟืน ใส่จนฟืนหมดต้องวานลูกหาบไปหาฟืนตอนสี่ทุ่ม นั่งคุยเสวนา เฮฮากันจนได้ที่ ก็มุดเต็นท์นอน อยู่ในเต็นท์มันอุ่นเพราะไอร้อนจากกองไฟช่วยปรับอุณหภูมิให้เย็นน้อยกว่าภายนอก สอดตัวเข้าถุงนอนก็หลับสบายจนถึงเช้า
      6 - 7 - 8 ใครไปเที่ยวกับทัวร์บ่อยๆคงคุ้นกับเวลานี้ ตื่น 6 โมง ทานข้าว 7 โมง เก็บของเริ่มเดินกลับ 8 โมงเช้า ขากลับเร็วกว่าขามาเพราะเดินลงแทบตลอดเวลา จนมาเขาสามลูกสุดท้ายที่มีเดินขึ้นสลับลง พอให้ท้อใจ เดินไปชมนกชมไม้ นกก็ไม่ค่อยเห็นแต่ไม้เนี่ยเยอะเลย อยู่รอบตัวไปหมด นึกถึงปีแรกที่มา ป่าทึบหญ้าสูง ทางด่านหรือเส้นทางเดินมองแทบไม่เห็น เรียกว่าถ้าเจ้าหน้าที่เดินนำหน้าไปแล้วเลี้ยวลับสายตา มีโอกาสหลงสำหรับคนที่ไม่เคยเดินป่า แต่มาตอนนี้ทางเดินชัดเจน ไม่มีหลง ปลอดภัย แต่ขอให้ทุกท่านช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติเอาไว้ ขยะต่างๆอย่าทิ้งให้รกป่า พลาสติกต่างๆเก็บกลับลงมา เปลือกท็อปฟี่ หมากฝรั่งอย่าทิ้งกลางทาง ป่าก็ยังเป็นธรรมชาติไปอีกนาน



     เหงื่อไหลไคลย้อยจนเกือบเที่ยง เราก็กลับมาถึงจุดเริ่มต้น เจ้าหน้าที่และรถกระบะยืนยิ้มแฉ่งรอต้อนรับกลับบ้าน โยนเป้ขึ้นรถ ปีนไปท้ายกระบะแล้วกลับไปอุทยานป้อมปี่ อาบน้ำทานข้าว หรืออาบน้ำแล้วลงไปทานที่ตลาดทองผาภูมิก้ได้ ผมชอบไปทานส้มตำเจ้าอร่อยที่นั่น สดชื่นมากอาหารแซ่บๆเนีย อิ่มแล้วเดินทางกลับ แวะน้ำพุร้อนแช่ขาสักนิดพอให้หายปวดเมือยแล้วเดินทางต่อ กลับมาถึงเดือนฉายรีสอร์ทตอนเย็นๆ แยกย้ายกลับบ้าน คืนนี้หลับสบาย พรุ่งนี้เช้าตื่นมาจะนึกถึงผมแน่นอน เพราะบางท่านไม่ชินตื่นมาแล้วปวดเมื่อยไปทั้งร่าง โดยเฉพาะต้นขา ก้าวแต่ละก้าวจะลำบากนิดๆ ไหนไกด์ว่าไม่ไกลไง ทำไมมันร้าวววววไปทั้งตัวแบบนี้ฮ่าๆๆ
    ใครอยากตามฝันไปบนเขาที่สูงที่สุดในกาญจนบุรีแบบนี้ ติดต่อมาได้เลยนะครับ แล้วเราก็เดินไปด้วยกัน

ติดต่อทริป
โทร : 081-8566865
Facebook : m.me/duenshineresort
Line id : ProPex










ไม่มีความคิดเห็น: