วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เขื่อนศรีฯ วันฝนพรำ

                  หน้าฝนแบบนี้จะไปเที่ยวแต่ละที รู้สึกเฉอะแฉะล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน
กลัวจะเปียกพาลให้เที่ยวไม่สนุก ไปทะเลก็มีแต่คลื่นลม แถมด้วยแมงกะพรุนมารบกวนใจอีก
เข้าป่าก็ไม่ได้ ป่าใหญ่หลายๆอุทยานปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้า คิดมากไปหรือเปล่านะ
พอนึกถึงคติประจำตัว “อย่าคิดมากเดี๋ยวกลืนเหล้าไม่อร่อย”  ไปเที่ยวดีกว่า
           ที่ไหน ไปที่ไหนดี สิ่งแรกที่คิดถึงคือ “กาญจนบุรี” แหล่งเที่ยวใกล้กรุง เพียงแค่129 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ
ขับรถสบายๆเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว หน้าฝนแบบนี้ล่ะ จะไปเที่ยวส่วนไหนของกาญจนบุรี
น้ำตกก็ดี ฤดูนี้มีน้ำเยอะ น้ำตกก็มีหลายที่ให้เลือกเที่ยวเช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกแม่ขมิ้น น้ำตกไทรโยคน้อย-ใหญ่
แต่บรรยากาศฝนตกพรำๆแบบนี้ นอนแพดูเม็ดฝนโปรยปรายลงมา หลังฝนตกก็ชมม่านหมอกไล้ยอดเขา
โดดน้ำเล่นให้ชุ่มปอดท่ามกลางทะเลสาบ ฝนตกอากาศเย็นสบายน่านอนเสียด้วย หนังสือดีๆสักเล่มก็มีความสุขแล้ว
ยิ่งไปกันหลายคน ล้อมวงติววิชาคณิตศาสตร์ก็เข้าท่า รึจะรำลึกความหลังโดยมีสุราบางๆเป็นตัวประสานก็ดี
.... อือเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
           กาญจนบุรีมีเขื่อนอยู่ 4 เขื่อนที่สำคัญคือ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนแม่กลอง
2 เขื่อนแรกเหมาะสมที่สุด เพราะมีที่พักมากมายและมีขนาดใหญ่ ทริปนี้ผมเลือกเขื่อนศรีนครินทร์
เพราะอยากไปเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยว อีกแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนะนำของ ททท.  น้อยคนนักจะไปถึง
เพราะต้องเดินทางโดยเรือจึงจะไปถึงที่นี่ โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อได้จุดหมายแล้วก็นัดรวมพล คราวนี้เจอกันที่กาญจนบุรีเลย จุดนัดพบคือเดือนฉายรีสอร์ท ที่อยู่ในตัวเมืองกาญจนบุรีนี่แหละ
บางส่วนมานอนแพที่เดือนฉายก่อน พอสายวันเดินทางคนมาครบแล้ว ก็มาเตรียมอุปกรณ์กัน
ที่ต้องเตรียมก็อาหารสดแห้งทั้งหลาย เพราะว่าคืนนี้เราจะไปนอนแพพักแบบบ้านหลังใหญ่ๆ
เป็นแพโล่งๆสองชั้น มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำพร้อมครัวและอุปกรณ์
           เดินทางออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าอำเภอศรีสวัสดิ์ ผ่านตำบลลาดหญ้า ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา จนไปถึงเขื่อนศรีนครินทร์
แล้วตรงไปอำเภอศรีสวัสดิ์ ก่อนจะถึงอำเภอศรีสวัสดิ์จะต้องข้ามแพขนานยนต์ก่อน แพขนาดใหญ่รับรถได้หลายคัน รับรองไม่น่ากลัว
หากจะไม่ข้ามแพขนานยนต์ ก็มีทางรถยนต์ไปสู่อำเภอศรีสวัสดิ์ได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่า
           เขื่อนศรีฯมีที่พักหลายแห่งเริ่มตั้งแต่บ้านท่ากระดาน แหล่งกำเนิดพระท่ากระดาน  พระเครื่องชื่อดังชุดเบญจภาคี
จากนั้นก็เข้าเขตพุน้ำเปรี้ยว ต่อไปถึงศรีสวัสดิ์ เรื่อยไปจนถึงบ้านปลายนาสวน ทริปนี้เราไปนอนแพที่บ้านปลายนาสวนกัน
เนื่องจากจะได้เดินทางสู่โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง ได้ใกล้ขึ้น กว่าจะมาถึงก็บ่ายคล้อยวันแรกเราจึงพักผ่อนเล่นน้ำกันให้ฉ่ำอุรากันก่อน ลากแพมาจอดปากอ่าวนาสวน สูดอากาศสดชื่น
ผมว่าโอโซนที่นี่ดีเป็นอันดับต้นๆของประเทศนะ เล่นน้ำกลางทะเลสาบกว้างใหญ่ น้ำเย็นใสสะอาด มันช่างสดชื่นจริงๆ
ยามเย็นอร่อยกับอาหารที่เราเตรียมมา ร่ำสุรากับบรรยากาศดีๆ ดึกๆออกมานั่งดูดาวกลางเขื่อน
ดาวที่นี่สวยมาก เพราะมีเพื่อนมานั่งดูด้วยหรือเปล่า ดาวเลยสวยเป็นพิเศษ
 
คืนนี้ไม่มีใครนอนในห้อง ต่างก็สมัครใจนอนกันที่ลานอเนกประสงค์กลางแพ  อากาศเย็นๆ ไม่มียุงกวนใจ หลับใหลกันจนเช้า
หลังอาหารเช้า เราทุกคนก็พร้อมล่องเรือสู่วัดปากลำขาแข้ง ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เรือสองลำก็มาถึง

        โบสถ์สแตนเลส สวยงาม ยิ่งยามที่ตัวโบสถ์สะท้อนแสงอาทิตย์  ลวดลายฉลุลายไทยที่ประดับตัวโบสถ์ก็งดงาม
ภายในโบสถ์นั้นเย็นสบาย ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างด้วยสแตนเลส น่านั่งสมาธิสักพัก
นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ กว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร
ทำด้วยแสตนเลส ตั้งตระหง่านหันหน้าสู่ลำน้ำห้วยขาแข้ง เหมือนคอยให้พรและปกป้องผู้ที่เดินทางด้วยเรือที่ผ่านไปมาทั้งคืน-วัน

ถ่าย รูปจนหนำใจ และทำบุญร่วมกันแล้วเราก็เดินทางกลับสู่แพ เก็บของล่องแพกลับเข้าฝั่ง นำสัมภาระแต่ละคนขึ้นรถ เดินทางกลับบ้าน  ความสุขมักสั้น แต่ความทรงจำนั้นยาว ถึงจะจบทริปแต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่กับพวกเราตลอดไป "เขื่อนศรีฯวันฝนพรำ"



*สำหรับ นสพ.ไทยโพสท์ฉบับเดือนมิถุนายน*
   
 

ไม่มีความคิดเห็น: