วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ถ้ำมอง2 อุทยานแห่งชาติลำคลองงู



เตรียมตัวให้พร้อม สวมไฟฉายคาดศีรษะ ผูกเชือกรองเท้าหุ้มส้น ไม่ต้องดีขนาด New Balance, Nike, หรอก แค่รองเท้าผ้าใบที่แน่นหนา ไม่ขาดง่ายๆก็พอครับ เสื้อชูชีพ เสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมงไม่รุ่มร่าม ไม่ใช่แค่เดินลุยน้ำนะ ต้องว่ายน้ำฝ่ากระแสน้ำในถ้ำด้วย กระเป๋าโอเชี่ยนแพ็คหรือกระเป๋าพีวีซีกันน้ำสำหรับใส่ของที่เปียกน้ำไม่ได้ แต่อย่าลืมนะว่าต้องสะพายติดตัวเวลาว่ายน้ำด้วย ดังนั้นผมแนะนำให้เอาเฉพาะของที่ต้องการเอาไปและจำเป็นจริงๆแค่นั้นพอ ตอนว่ายน้ำแล้วกระเป๋ามันสะบัดไปมา ฟาดหัวฟาดหลังมันค่อนข้างลำบากและไม่คล่องตัว
               เมื่อพร้อมแล้วเราก็เริ่มเข้าถ้ำกันเลย จากจุดพักเราจะเดินขึ้นไปยังปากถ้ำ เริ่มต้นด้วยการรับน้องโดยการลงน้ำไปลอยคอเกาะผนังถ้ำ แล้วลอยคอสวนน้ำเข้าถ้ำไปนิดหน่อยก็เดินขึ้นฝั่ง ที่จริงน่าจะเรียกว่าโขดหินกลางถ้ำมากกว่า เดินข้ามโขดหินแล้วก็ลงลอยคอกันอีก ระยะสั้นบ้างยาวบ้าง ขึ้นๆลงๆกันสักสามสี่รอบ ก็จะเจอน้ำแรงขึ้นเรื่อยๆ จนจุดรองสุดท้าย(รองนะ)ก็ต้องว่ายน้ำแบบใส่เต็มกำลังว่ายน้ำข้ามฝั่ง นั่งพักสักนิดหน่อยพอคลายเหนื่อยก็ต้องกระโจนลงน้ำในช่วงสุดท้าย สาวเชือกข้ามน้ำที่ไหลเชี่ยวเพื่อจะเข้าไปในถ้ำช่วงสุดท้าย
               เมื่อผ่านจุดสุดท้ายมาได้ ก็ปีนข้ามภูเขาหินลูกย่อมๆในถ้ำ ไปพบกับลานกว้างที่ได้นั่งพักคลายเหนื่อย ท่ามกลางความมืดโอบรอบตัว มีแค่แสงจากไฟฉายจากพวกเราให้แสงสว่างจากการรวมกลุ่ม จนกระทั่งเจ้าหน้าที่อุทยานเดินไปส่องไฟลึกเข้าไปภายในถ้ำ แท่งหินปูนใหญ่อลังการ สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า ก็ปรากฏสู่สายตา ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าธรรมชาติจะสรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้ได้ ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กัน ถึงสร้างให้หินงอกและหินย้อย มาพบกันจนเป็นแท่งหินใหญ่ยักษ์เช่นนี้ได้ เราพยายามถ่ายภาพกันอย่างเต็มที่ แต่เพราะความมืดและความใหญ่โตของแท่งเสาทำให้ได้เพียงภาพเลือนรางกลับมา
               แต่ภาพสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราพบ มันเด่นชัด ไม่มีวันลบเลือน”แน่นอน” ชมแท่งหินยักษ์กันให้สมกับความยากลำบาก แล้วก็เดินทางออกจากถ้ำ ขาออกสบายหน่อยที่ว่ายตามน้ำ เพียงไม่นานก็มาถึงปากถ้ำ ปีนป่ายลัดเลาะอีกนิดว่ายน้ำตัดกระแสน้ำอีกครั้งจนถึงจุดพักครั้งแรกหน้าน้ำตก นอนแช่น้ำให้หายเหนื่อย ผมก็ให้สัญญาณลูกทัวร์ทุกคนเริ่มเดินทางกลับ
               ถ้าจำฉบับที่แล้วได้(ตอนที่1) ผมบอกไว้ว่า ขามาเราเดินลงเขาอย่างเดียว ดังนั้นขากลับก็เดินขึ้นอย่างเดียวเช่นกัน งานงอกสิครับ เรี่ยวแรงที่มีใช้เพื่อเอาชีวิตรอดในถ้ำไปเกือบหมดแล้ว ถึงคราวต้องปีนป่ายเพื่อกลับที่พักจะไหวไหมเนี่ยะ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือน้ำดื่ม หุหุจากประสบการเดินป่าและปีนเขาช้างเผือกหลายครั้ง ทำให้ผมเซฟน้ำดื่มไว้ขากลับหนึ่งขวด แต่ใช้ดื่มกัน5คน ไม่ถึงครึ่งทางก็หมดแล้ว แถมตะคริวถามหากันเป็นแถวอีก สนุกจริงๆ ผมตั้งใจไว้เลยว่า ทริปหน้าจะเอาน้ำดื่มเก็บไว้ตามทาง ขากลับจะได้มีความสุขมากกว่านี้
               เฮ้อ กว่าจะมาถึงรถเพื่อเดินทางกลับ แทบจะคลานกลับ เหนื่อยน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ตะคริวมันเล่นงานจนไม่อยากจะก้าวขา พอกลับมาถึงที่พัก ความสุขอยู่ที่นี่เอง น้ำอัดลมใส่น้ำแข็งเย็นเจี๊ยบ สวรรค์ชัดๆ อาหารเย็นวันนั้นเป็นมื้อที่อร่อยสุดๆมื้อนึง(ก็ใช้แรงจนหมดนี่นา) กลางคืนเรามานั่งล้อมกองไฟ คุยกับเพื่อนคอ(ทองแดง)เดียวกัน มันสุขจริงๆเชียว
               เช้าวันที่สองผมแบ่งทีมเป็นสองกลุ่ม ชุดแรกไปเที่ยวชมถ้ำนางแอ่น ชุดนี้สมาชิกบอกว่า ถ้ำสวยงามเกินบรรยาย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีถ้ำที่สวยขนาดนี้ในกาญจนบุรี สำหรับชุดที่สองผมพาไปเที่ยวไร่สตอเบอรี่ แปลกใจกันเป็นแถว เมืองร้อนอย่างกาญจนบุรีปลูกสตอเบอรี่ได้ด้วยเหรอ ปลูกได้ครับแถมอร่อยมากเสียด้วย เดินเก็บเองจากแปลง เดินไปชิมไปอร่อยจุงเบย เก็บสตอเบอรี่เสร็จแวะดื่มกาแฟสดที่ปลูกแถวๆนั้นอีก ดื่มกาแฟหอมกรุ่นเพิ่มความสดชื่น สุขจริงๆ
               ก่อนกลับพวกเรานัดแนะกันว่า ฤดูกาลหน้าเราจะกลับมาอีก  เพราะมีบางคนต้องกลับมาตามหารักในถ้ำอีกครั้ง ทุกวันนี้ได้แต่เฝ้าพร่ำเพ้อถึงความหล่อล่ำ เอ้ยความสวยงามของถ้ำนางแอ่นและถ้ำเสาหิน จะคิดถึงแค่ไหนก็ต้องรอไปปีหน้า เพราะว่าฝนตกแล้วไม่สามารถเข้าถ้ำได้ ความสุขมักสั้น ขอให้เราเก็บเกี่ยวให้เต็มที่ ตอนหน้าจะพาไปเที่ยวที่ไหนรอลุ้นกันนะครับ
ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/tatchasit  
DSR Travel 034-551109, 0863212220, 081-8566865
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย














ไม่มีความคิดเห็น: