วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ถ้ำมอง1 (ถ้ำเสาหิน อุทยานแห่งชาติลำคลองงู)



รอ รอ รอ แล้วก็รอ รอคอย เธอมาแสนนาน ทรมานวิญญาณหนักหนา ระทม อยู่ในอุรา แก้ว กานดา ฉันปองเธอผู้เดียว แหะๆ เริ่มต้นมาก็เป็นเพลง “แต่ปางก่อน” เสียแล้ว ถ้าอายุไม่ถึง 30 นี่คงจะหาคนรู้จักยากนะนี่ แต่ว่าเริ่มต้นด้วยการ “รอ”จริงๆครับสำหรับทริปนี้ รอกันนานแบบว่าข้ามปีกันเลยทีเดียว
            จะไม่ให้รอนานได้อย่างไร เพราะว่าทริปที่จะไปนี่คือ การไปเดินป่า ว่ายน้ำ ล่องแก่ง โดดน้ำ ปีนผา เข้าถ้ำ  นอนเต็นท์ เล่นแค้มป์ไฟ ไปเก็บผลไม้ เยอะไปไหม แต่ที่บอกมานี่ได้เจอทั้งหมดเลยครับ แถมไม่ไกลด้วย กาญนะจ๊ะบุรี(กาญจนบุรี) นี่เองครับ
            ผ่านมา 2 ย่อหน้าแล้วยังไม่บอกอีกว่าคราวนี้จะพาไปที่ไหน เฉลยเลยแล้วกัน ทริปนี้เราจะไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ลำคลองงูเพื่อไปสัมผัสเสาหินปูนที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันครับ แล้วทำไมต้องรอน๊านนานขนาดนั้น อันนี้ก็ต้องตามอ่านกันต่อไป บอกกันง่ายๆก็ไม่สนุกสิครับ
            อุทยานแห่งชาติ ลำคลองงู ตั้งอยู่ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี การเดินทางก็อาศัยเส้นทางกาญจนบุรี – ทองผาภูมิ – สังขละบุรี เลี้ยวเข้าทางสามแยกพุทโธ ที่มีพระพุทธรูปสีขาวองค์ใหญ่ตั้งอยู่ปากทาง จากนั้นเลี้ยวเข้าไปอีกหลายกิโลเมตร แหะๆผมจำไม่ได้แล้วครับว่าไกลแค่ไหน ประมาณสักสามสิบกว่ากิโลเมตรแล้วกัน ถ้ำเสาหินนั้นจะต้องเริ่มต้นที่หน่วยเขาพระอินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ซึ่งการเดินทางไปหน่วยเขาพระอินทร์นั้นจะต้องผ่านหน่วยลำคลองงูไปอีก โดยวิ่งไปทางห้วยเสือร้องแล้วเลยไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร จึงจะถึงหน่วยเขาพระอินทร์ ไม่ต้องกังวลว่าจะหลงทางนะครับ เพราะมีป้ายบอกทางแบบถาวรอยู่ เพียงแต่ตัวหนังสืออาจจะเล็กไปหน่อย แบบว่าถ้าไม่มั่นใจให้จอดรถอ่านน่ะแหละ แต่เพื่อนผมขับตามไปตอนกลางคืนเพียงคนเดียวโดยไม่หลงทาง ก็ถือว่าไปไม่ยากหรอกครับ
            เส้นทางนั้นจะราดยางและเป็นคอนกรีตให้หลงดีใจในช่วงแรกๆ แต่สักพักก็จะเปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่บดอัดเรียบ แต่คงขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วย หากเป็นฤดูฝนก็คงเป็นหลุมเป็นบ่อกันน่าดู การจะเข้าเที่ยวถ้ำเสาหินเพื่อไปชมเสาหินปูนที่ใหญ่มโหฬารนั้นต้องติดต่อจองคิวกันล่วงหน้ากับอุทยานแห่งชาติลำคลองงูเสียก่อน โดยในแต่ละปีจะเปิดให้เข้าชมในช่วงเดือน มีนาคม ถึงเดือนเมษายนเท่านั้น อาจจะมีเกินมาในเดือนพฤษภาคมบ้างถ้าปีนั้นอากาศแห้งแล้ง ที่เปิดให้เข้าชมเพียงแค่นี้เนื่องจากว่า การเข้าเที่ยวชมในถ้ำจะต้องมีการว่ายสวนกระแสน้ำภายในถ้ำ อีกทั้งยังต้องปีนป่ายอีกพอสมควร ซึ่งขนาดฤดูแล้งกระแสน้ำยังค่อนข้างแรง ถ้าเป็นช่วงที่มีน้ำมากก็ไม่สามารถเข้าเที่ยวชมได้แน่นอน
            โปรแกรมง่ายๆที่แนะนำนะครับ คือทำอย่างไรก็ได้ให้ไปถึงหน่วยเขาพระอินทร์ก่อน 8 โมงเช้า เพราะเราจะเริ่มออกเดินทางโดยรถ 4WD ของทางอุทยานพร้อมคนนำทางและผู้ดูแลเรา ซึ่งทางอุทยานจะดูตามความเหมาะสม เมื่อถึงจุดเริ่มต้นก็จะเดินลงเขาไปเรื่อยๆ ขาไปจะเดินลงเขาอย่างต่อเนื่อง แปลว่าขากลับจะต้องเดินขึ้นอย่างเดียว ขอแนะนำให้เซฟแรงเอาไว้เผื่อขากลับและที่สำคัญคือน้ำดื่ม เผื่อไว้ขากลับด้วย เพราะว่าเหนื่อยและร้อนมากครับ ถ้าให้ดี ขาไปก็แอบเอาน้ำซุกไว้ข้างทางบ้าง ทำเครื่องหมายเอาไว้ขากลับจะได้หาเจอ
            เมื่อเดินลงไปจนถึงปากถ้ำด้านล่างแล้ว เราจะพบกับน้ำตกขนาดใหญ่ สวยงาม เย็นสบาย ให้เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ได้แก่ไฟฉายคาดศีรษะ อันนี้สำคัญมากเพราะในถ้ำมืดสนิท มือก็ไม่ว่างเพราะต้องว่ายน้ำ เกาะผนัง ปีนป่าย ดึงเชือกเหนี่ยวตัวข้ามกระแสน้ำ ไฟฉายคาดหัวจะถูกจะแพงแล้วแต่กำลังทรัพย์ แต่ที่ผมให้เพื่อนฝูงใช้อันละร้อยกว่าบาทของจีนก็สบายบรื๋อ ขอแค่ถ่านไม่หมดไฟฉายไม่ทรยศในถ้ำก็พอ ท่องไว้นะครับไฟฉายคาดหัวๆๆๆๆๆ ต้องมีทุกคน อันที่สองก็ชูชีพ ถ้าไม่มีเองก็ทางอุทยานมีให้เช่า ห้ามทำเท่ห์โชว์ว่าแน่ไม่ใส่ชูชีพไม่ได้นะครับ อันตรายสุดๆ สิ่งต่อมาก็คือรองเท้า รองเท้าหุ้มส้นอะไรก็ได้ครับ ที่ใส่ปีนเขาเดินป่าว่ายน้ำได้พร้อมๆกัน ผมว่ารองเท้าผ้าใบนี่แหละเหมาะสม แค่รู้สึกเฉอะแฉะตอนเดินกลับ แต่เบาสบาย กระชับ เหยียบหนามไผ่ไม่ทะลุมาตำเท้า อ้อ ปีนเขาเนี่ยะปีนป่ายจริงๆนะครับ แค่ไม่ต้องใช้เชือกผูกเอวกันแค่นั้นแหละ เพราะไม่ถึงระดับปีนผา อีกสิ่งหนึ่งก็คือกระเป๋ากันน้ำหรือที่เรียกว่าโอเชี่ยนแพ็ค สำหรับใส่อุปกรณ์ที่โดนน้ำไม่ได้ แต่(อีกแล้ว)เวลาปิดปากถุงต้องม้วนอย่างน้อย 4 – 5 รอบนะครับ เพื่อนผมม้วนแค่  3 รอบ พอออกจากถ้ำเปิดกระเป๋ามีน้ำแถมมาด้วย ที่สำคัญผลไม้(ไอโฟน)อยู่ในนั้นซะด้วยสิ ที่เหลือก็เตรียมกันให้เหมาะสมครับ แต่งกายทะมัดทะแมง ไม่รุ่มร่าม เตรียมอาหารเที่ยงไปทานด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหิว เพราะกว่าจะกลับ เย็นแน่นอน


นี่พึ่งจะถึงหน้าถ้ำเท่านั้นเองก็หมดพื้นที่ซะแล้ว ฉบับหน้าค่อยเข้าไปในถ้ำกันนะครับ
ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex  www.dsr.co.th
DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th  
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย













วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

หาเกลือไม่เจอเลย




               ปีนี้อากาศเย็นเร็วจริงๆครับ ตอนนี้เพียงแค่เดือนตุลาคมเท่านั้นเอง แต่สัญญาณของฤดูหนาวก็มาถึงแล้ว เริ่มจากยามเย็นจะมืดเร็วขึ้น และอากาศเริ่มเย็นลง ที่กาญจนบุรีช่วงนี้ตอนเช้าอากาศเย็นสบายมาก ตื่นมาแล้วสดชื่นจริงๆ มีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่จะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน เพราะอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงไปถึง เมื่อเจอกับลมที่พัดพาความชื้นจากทะเลเข้ามาก็จะกลายเป็นฝน ขอให้ฤดูฝนปีนี้ภาคใต้ไม่พบกับอุทกภัยร้ายแรงนะครับ พรรคพวกเพื่อนฝูง คนรู้จักกันกับผมทางภาคใต้ก็มีพอสมควรก็อดเป็นห่วงไม่ได้
               แต่ที่เจออุทกภัยไปแล้วเต็มๆเลยก็ที่ ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว น้ำท่วมตลาดที่เป็นเขตเศรษฐกิจหลักเสียหายไปพอสมควร ผมก็พึ่งจะเดินทางไปเที่ยวช็อปปิ้ง ก่อนน้ำจะท่วมได้ไม่นาน เวลาฟังและชมรายงานข่าว จึงพอนึกภาพออกว่าธุรกิจทั้งหลายจะเสียหายไม่ใช่น้อย พ่อค้าแม่ค้าเจ้าของธุรกิจคงวุ่นวายย้ายสินค้ากันน่าดู แต่ตอนนี้น้ำแห้งแล้ว คงจะฟื้นฟูเรียบร้อย ดำเนินธุรกิจกันต่อไป ไหนๆก็เอ่ยถึงตลาดโรงเกลือแล้ว ทริปนี้ผมพาไปช็อปปิ้งที่โรงเกลือแล้วกัน
               ระยะทางจากกาญจนบุรีไปตลาดโรงเกลือก็ไม่ใกล้ไม่ไกลสัก 300 กว่ากิโลเมตร กว่าเท่าไหร่นี่จำไม่ได้แล้ว เอาเป็นว่าออกจากกาญจนบุรีเช้ามืด จะมืดมากมืดน้อยก็แล้วแต่ถนัด ไปถึงโรงเกลือก็ไม่เกิน 10 โมงเช้าหรอกครับ เดินจับจ่ายซื้อของกัน 1 เมื่อย แล้วขับรถกลับกาญจนบุรีถึงบ้านเย็นหรือค่ำสบายๆ
               เส้นทางคร่าวๆคือ กาญจนบุรี – กรุงเทพฯ ใช้ทางด่วนมอเตอร์เวย์ เข้าฉะเชิงเทราออกทางบางคล้า มุ่งหน้าเส้นกบินทร์บุรี เลี้ยวขวาสู่จังหวัดสระแก้ว วิ่งต่อไปอำเภออรัญประเทศ แล้วสุดเส้นทางที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ – ปอตเปต กัมพูชา
               ตลาดโรงเกลือเป็นตลาดชายแดนขนาดใหญ่ มีชื่อเสียงมานาน สินค้าที่ขึ้นชื่อคือสินค้ามือสองประเภทต่างๆ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สินค้าแบรนด์เนมหลายชนิด อุปกรณ์กีฬาหลากประเภท ชุดและอุปกรณ์ทหาร  มีทั้งของแท้ของเลียนแบบเหมือนมากเหมือนน้อยเต็มไปหมด เรียกว่าเดินเลือกซื้อกันขาลากล่ะครับหากจะชมให้ครบทั้งพื้นที่ นอกเหนือจากสินค้ามือสองแล้วก็ยังมีสินค้าใหม่มาขายเช่นกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าที่พบเห็นทั่วไปในเมืองไทยนี่แหละ
               อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า ตลาดโรงเกลือมีขนาดใหญ่มาก เดี๋ยวนี้ก่อสร้างอาคารเป็นสัดส่วน มีอักษรเป็นภาษาไทยและอังกฤษแสดงแต่ละอาคารอย่างชัดเจน เดินไม่ต้องกลัวหลง แต่ถ้าหากเดินไม่ไหว ที่นี่เค้ามีบริการให้เช่า รถจักรยาน,มอเตอร์ไซด์,รถกอล์ฟ กระจายอยู่ทั่วไป หากไม่มั่นใจในฝีมือการขับรถกอล์ฟ ขับไม่เป็นหรือไม่รู้เส้นทาง ก็สามารถจ้างคนขับได้อีกด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคนขับไม่ได้ เพราะจะมีนายหน้าหรือคนขับรถกอล์ฟนั่นเองแหละ คอยถามว่าเอารถกอล์ฟไหมเวลาท่านเดินมึนๆงงๆอยู่ตามถนน
               ค่ารถกอล์ฟวันธรรมดา ทั้งวัน 400 บาทโดยประมาณ เสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดอื่นๆ คิดเป็นชั่วโมง ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าชั่วโมงละ 120 บาท อันนี้เป็นราคาประมาณนะครับ ถ้าอยากให้แนะนำ ก็ขอบอกว่าจ้างคนขับดีกว่าครับ สบายมาก อยากไปไหนร้านขายอะไรก็บอกคนขับเดี๋ยวเค้าพาไป พอไปถึงร้านก็เฝ้ารถให้เรา รถกอล์ฟน่ะขับง่าย แต่ในวันที่ตลาดคนเยอะๆนี่ขับลำบากพอสมควรเลยนะครับ คนขับอาจจะพูดชักชวนไปซื้อนู่นนี่นั่นกับร้านที่เค้ารู้จักบ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ว่าจะซื้อหรือไม่ เงินอยู่ในกระเป๋าท่านไม่ควักไม่จ่ายก็ไม่หายไปไหน ยกเว้นโดนโจรล้วงไป ก็เตือนไว้นิดนึงว่าที่ตลาดโรงเกลือมีมิจฉาชีพพอสมควร แต่ถ้าระมัดระวังตัวดีๆก็ปลอดภัยครับ
               เดินเที่ยวตลาดโรงเกลือเบื่อแล้วอยากไปเที่ยวต่างประเทศก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่เดินไปด่านตรวจคนเข้าเมือง แล้วทำพิธีการนิดหน่อยก็เดินปร๋อออกไปเที่ยวเมืองนอกกันได้แล้ว ชายแดนที่นี่ติดกับประเทศกัมพูชาหรือเขมร เป็นด่านชายแดนที่สำคัญอันดับต้นๆของประเทศไทยเรา เพราะมีการขนส่งสินค้าผ่านแดนกันอย่างคึกคัก สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเป็นที่ต้องการของกัมพูชา และสินค้าจากจีนและเวียดนามก็ผ่านมาทางนี้เข้าสู่ไทยเช่นเดียวกัน ที่โด่งดังจริงๆของตลาดปอยเปตก็คือคาสิโน ทุกวันจะมีคนไทยที่ชอบสนุกหรือหวังรวยทางลัด ข้ามไปเล่นการพนันในบ่อนฝั่งเขมร แต่ส่วนใหญ่เห็นหน้าแห้งออกมากันทั้งนั้น ตอนเข้าไปหน้าใสกระเป๋าตุง ขากลับแวะทานข้าวหน้าปั้มน้ำมันแถวบางคล้า จนเรียกกันติดปากว่าปั้มสิบบาท เพราะนักเล่นจะเหลือเงินไว้ยี่สิบบาทมาซื้อข้าวซื้อก๋วยเตี๋ยวจานละสิบบาททานแก้หิวก่อนถึงบ้าน
               อ่านแล้วก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกันครับว่าจะเข้าไปเที่ยวบ่อนรึเปล่า ส่วนผมเก็บเงินไว้ซื้อของดีกว่า นั่งรถกอล์ฟจนเกือบทั่วตลาดโรงเกลือ เหงื่อไหลไคลย้อย เลือกซื้อกันไม่หวาดไม่ไหว นี่ถ้าให้เดินเองสงสัยคงหมดแรงขับรถกลับบ้าน ตอนนี้ของเต็มท้ายรถกระบะแล้ว รีบเก็บของกลับบ้านดีกว่า เผื่อมีเวลาแวะเที่ยวเมืองแปดริ้วสักพัก ระหว่างเก็บของลูกทัวร์สะกิดเอวถามว่า “พ่อครับๆ เราไปจนทั่วโรงเกลือแล้ว ทำไมไม่เห็นมีเกลือเลยล่ะพ่อ” เออจริงวุ้ย ไม่เห็นเกลือสักถุง มีแต่ขี้เกลือเต็มเสื้อเพราะมันร้อนสุดยอดเลย
               ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex  www.dsr.co.th
DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th  
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย

หัวหินเป็นถิ่นมีหอย



               ทาเล้ ทาเล้ ทะเล ท๊าเล หน้าฝนแบบนี้ ต้องหนีไปเที่ยวทะเล ฮ่าๆๆ ใครๆคงว่าบ้า ฝนตกจะไปเล่นน้ำทะเลได้ยังไงกัน อ่ะนะ เล่นน้ำตัวก็เปียก ฝนตกตัวก็เปียกเหมือนกัน คิดแบบนี้แล้วสบายใจ ไปทะเลกันดีกว่า
               ทะเลใกล้ๆกาญจนบุรีไปเช้าเย็นกลับ หรือจะไปค้างสักคืนแบบสบายๆ คงไม่พ้นชะอำหัวหิน เดี๋ยวนี้ชักรู้สึกว่าถ้างบน้อยให้ไปชะอำ แต่ถ้าอยากไฮโซต้องไปหัวหิน เพราะหัวหินตอนนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันเต็มไปหมด ที่พักโรงแรมผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด แถมไม่ใช่เห็ดธรรมดา แต่เป็นเห็ดโคนซะด้วย แพงแบบก้าวกระโดด ที่พักโรงแรมที่เคยราคาไม่แพงก็ปรับราคาตามขึ้นมา แบบนี้อีกหน่อยคนเบี้ยน้อย หอยน้อยนักท่องเที่ยวธรรมดาจะไปเที่ยวหัวหินไหวรึเปล่านะ อย่ากระนั้นเลย ไปสำรวจหาแหล่งที่กินที่พักราคาพอรับได้ที่หัวหินกันดีกว่าหุหุ เดี๋ยวจะหาว่าทำบริษัททัวร์แล้วไม่มีข้อมูล ทัวร์ผมไม่ใช่รับงานง่ายๆนะครับ ลูกค้าไม่เยอะแถมเล่นตัวซะอีก อินดี้จริงๆ แต่บอกก่อนนะว่าใครมาเป็นลูกค้าผมละก็ ดูแลอย่างดีนะคร้าบ ไปลำบากเราไม่ทำ เพราะไกด์และทีมงานลำบากกว่า ขอไปเที่ยวแบบสบายสบายเหมือนนามปากกาดีกว่าครับ
               เข้าเรื่องดีกว่า อย่างที่บอกแหละครับ คนส่วนใหญ่อยากมาเที่ยวหัวหินแต่ก็กลัวเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะว่าหัวหินตอนนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับตลาดต่างชาติไปซะแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีช่องทางสำหรับคนไทยเสียเลย อย่าลืมสิครับว่าหัวหินก็อยู่เมืองไทย ตลาดส่วนใหญ่ก็คนไทยนี่แหละ แหล่งท่องเที่ยวที่มีก็มีไว้ให้คนไทยเที่ยวเหมือนกัน ไม่มีที่ไหนรับแต่ต่างชาติหรอกครับ สบายใจได้ บางคนอยากทานอาหารทะเล หรือเรียกให้หรูๆหน่อยก็ซีฟู๊ด ยิ่งฝรั่งต่างชาตินี่ชอบมาก เพราะบ้านเค้าแพงเหลือหลาย แต่เมืองไทยกลับถูกสำหรับเค้า คนไทยเองอาจจะรู้สึกว่าอาหารทะเลแพง แต่คงเป็นเพราะเราไม่ได้ทานบ่อยๆแล้วก็มีขายเฉพาะพื้นที่ เมื่อเทียบกับหมูไก่ที่เราทานประจำเลยรู้สึกว่าราคาค่อนข้างสูง แต่นี่เรามาเที่ยวนะครับ ถ้ากังวลมากไปเดี๋ยวเที่ยวไม่สนุกทานอะไรก็ไม่อร่อย ดังนั้นถ้าราคาเรารับได้และไม่เป็นการเอาเปรียบกันก็ทานเถอะครับ ไม่ได้ทานทุกวันนี่นา คติประจำใจผมอย่างหนึ่งคือ “อย่าเครียด เดี๋ยวกลืนเหล้าไม่อร่อย” ดังนั้นมาหัวหินทั้งทีต้องทานอาหารทะเล ว่าแล้วอย่าช้า “จัดไปอย่าให้เสีย” อิอิเล่นสำนวนซะหน่อย
               ใครถามว่ามากินซีฟู้ดที่ไหน ก็ตอบอย่างไฮโซเลยว่ามาทานที่หัวหิน แต่เราต้องรู้แหล่งนะครับว่าทานที่ไหน สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป กระเป๋าแหกผมไม่รู้ด้วยนะ แนะนำให้เลยแล้วกัน ย่านขายอาหารทะเลแบบโชว์ของสดๆให้เลือกซื้อแล้วก็ให้เค้าปรุงตามเมนูที่ต้องการได้เลย ที่หัวหินก็ต้องไปทานแถวๆเขาตะเกียบ ขับรถเข้าไปทางวัดเขาตะเกียบนั่นแหละครับ ก่อนขึ้นเขาจะเจอร้านอาหารทะเลต่างๆเรียงรายหลายร้าน อาหารทะเลที่นี่ก็มีเรือขึ้นของกันหน้าร้านนี่แหละ เรียกว่าเทียบท่าปุ๊บก็เข้าร้านปั๊บ สดไม่สดก็เลือกเอาครับ อ้อมีเรื่องนึงบอกไว้ก่อน มาทานซีฟู๊ดแต่เวลาเลือกกุ้งแล้วไปชี้กุ้งก้ามกรามน่ะ อันนั้นกุ้งน้ำจืดนะครับ ไม่ใช่อาหารทะเล เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก อาหารที่มีก็จำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา แยกแยะกันไปหลายชนิด เช่น หอยหวาน หอยตลับ หอยเชลล์ ปลากะพง ปลาเก๋า หมึกสด ปูม้า ปูดำเป็นต้น เอ่ยถึงแล้วน้ำลายไหล ทานกันก็อย่าลืมนะว่าคลอเลสเตอรอลสูงนะครับ นานๆทานทีก็จัดหนักจัดเต็มกันตามสบาย แค่แจ้งไว้เท่านั้นแหละ
               อิ่มหมีพีมันกันแล้วก็ ออกไปเที่ยวกันต่อดีกว่า ใกล้ที่สุดก็ขึ้นไปไหว้พระบนเขาตะเกียบนั่นล่ะ ทำบุญแล้วก็ชมวิวทิวทัศน์สวยๆไปด้วย ระมัดระวังลิงสักนิดข้าวของส่วนตัวถือดีๆเดี๋ยวลิงมาแย่งไปครับ วัดเดียวยังไม่หนำใจก็ไปวัดห้วยมงคลกันต่อ ไปสักการะหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ แต่จะใหญ่ที่สุดรึเปล่าก็ไม่ทราบ เพราะเดี๋ยวนี้แข่งกันใหญ่ที่สุดไปหมด ทำไมไม่มีแข่งกันว่ามาวันนี้แล้วจะเป็นคนดีที่สุด ลดกิเลสได้มากที่สุดมั่งหนอ ว่าแล้วกิเลสขึ้นไปเที่ยวต่อดีกว่า
               กินอิ่ม ทำบุญ จากนั้นก็ต้องไปช็อปปิ้ง ถ้าไม่มีละก็สาวๆและไม่สาวเคืองตายเลย ไม่ต้องกลัวครับ หัวหินตอนนี้มีตลาดน้ำให้เที่ยวถึง 2 ตลาด ชื่อคล้ายๆกันเสียด้วย คือ ตลาดน้ำหัวหิน และตลาดน้ำหัวหินสามพันนาม อยากรู้แตกต่างกันอย่างไรต้องลองไปเที่ยวกันเองครับ สินค้าหลากหลาย เพลินตาเพลินใจ เพลินกระเป๋าด้วย ถ้ายังช็อปไม่สะใจ ค่ำคืนเสาร์อาทิตย์ยังมีตลาดนัดจักจั่น ซิคาด้ามาเก็ทใกล้ๆเขาตะเกียบให้เที่ยวอีกแห่ง ที่นี่สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของแฮนด์เมดหรือมีดีไซน์แปลกๆที่น้องๆนักศึกษาเค้าทำมาขาย มีโชว์มีการแสดงสดๆให้ชมกันฟรีด้วย น่าสนใจทีเดียวครับ
               กินเที่ยวช็อปกันแล้วก็หาที่นอน ใครๆกลัวว่าที่พักในหัวหินจะแพง ลองเปลี่ยนมาพักรอบนอกๆสักนิด หรือหาที่พักแบบเกสเฮ้าส์ ที่คล้ายๆโรงแรมเล็กๆ ก็น่าสนใจและราคาสมเหตุสมผล ยิ่งมาเที่ยวในช่วงโลว์ซีซั่นที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เยอะ ช่วงฤดูฝนนี่ราคาห้องพักก็จะถูกลงครับ ฝรั่งยังไม่มาเราก็ถือโอกาสไปเที่ยวกันเสียก่อน ทานซีฟู้ดกันให้อร่อย ยิ่งหอยหวานนะหวานกรอบสมกับที่เราร้องเพลงกันเลยว่า หัวหินเป็นถิ่นมีหอย ฝรั่งนั่งคอยจน...ติดหิน ฮี่ๆๆ
               ร่วมพูดคุยเรื่องท่องเที่ยวสนุกๆกันได้ที่ www.facebook.com/captainpex  www.dsr.co.th
DSR Travel 034-551109, 0863212220, info@dsr.co.th  
บริการจัดนำเที่ยวไปทั่ว บริการด้วยใจไปกับดีเอสอาร์แทรเวล
สบายสบาย







 

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เตรียมอุปกรณ์และร่างกายขึ้นเขาช้างเผือก



เตรียมอุปกรณ์และร่างกายขึ้นเขาช้างเผือก (เตรียมตัวไปเขาช้างเผือก)

                เห็นถามกันหลายคนว่าจะไปเขาช้างเผือกต้องเตรียมอะไร ทำอย่างไรบ้าง ปกติผมจะแจ้งลูกทัวร์ของผมทุกท่านไว้ในหน้าโปรแกรมอยู่แล้วว่านำอะไรไปบ้าง คืนก่อนจะขึ้นเขาก็จะมีการแนะนำเส้นทาง อธิบายรายละเอียด จับคู่บัดดี้เวลาขึ้นเขา ตรวจเช็คอุปกรณ์และความพร้อมก่อนเดินทางทุกครั้ง
                แต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้จะเตรียมตัวอย่างไร และเฟสบุ๊คผมก็ดันอนุญาตให้เฉพาะเพื่อนเท่านั้นเข้ามาพูดคุยกันได้ ก็ถือโอกาสนี้แนะนำข้อมูลไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยวทุกๆท่านแล้วกันครับ
                ลองเข้าไปหาอ่านดูบทความผมเกี่ยวกับ “เขาช้างเผือก” ก่อนก็ได้ 
จะได้มีข้อมูลเบื้องต้น สำหรับบทความนี้จะพูดแต่เรื่องอุปกรณ์และวิธีการเดินนะครับ
                อุปกรณ์ที่จำเป็น(สำหรับผมนะ)
เครื่องหลัง หรือเป้หลังที่เบาสบาย สามารถบรรจุของใช้ส่วนตัวเพียงพอ สะพายหลังแล้วคล่องตัว แข็งแรงพอควร ในฤดูฝนใช้เป้ที่กันน้ำได้จะดีมาก
น้ำดื่ม ลืมไม่ได้ เดินไกล นาน ไม่มีน้ำดื่มทรมานแน่ๆ ง่ายๆก็น้ำขวดพลาสติกนี่แหละ แนะนำขวดใหญ่ไปเลย เผื่อวันกลับด้วย
เสื้อยืดแขนยาว ถ้าแขนสั้น ใส่ถุงแขนกันแดดกันหญ้าคาบาดด้วยนะครับ เดี่ยวเดินๆไปเหงื่ออกจะแสบๆคันๆแขน
กางเกงขายาวไม่ฟิต คล่องตัว ตะเข็บแข็งแรงไม่ขาดง่ายๆ พร้อมเปื้อนพร้อมลุย ขาสั้นก็ได้ในฤดูหนาวและฤดูร้อน(ถ้าไม่กลัวหญ้าคาบาด)
รองเท้าผ้าใบรองเท้ากีฬาที่พื้นแข็งแรงไม่งั้นจะอ้าปากระหว่างทาง รองเท้าอย่าหนัก รองเท้าแตะไม่เหมาะอย่างยิ่ง
หมวกที่กันแดดได้ดี
เสื้อกันฝนในฤดูฝน แต่เชื่อผมเถอะพอเดินไปครึ่งทางเก็บหมดแหละ เดินตัวเปียกดีกว่า ใส่เสื้อกันฝนแล้วร้อนมาก อาบน้ำฝนไปเลย พอถึงแค้มป์ก็ค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งๆ
ถุงมือ อันนี้แนะนำเลย ถุงมือดีๆที่ระบายเหงื่อได้ดี กันหญ้าบาด และไว้กันมือรูดกับเชือกเวลาปีนป่าย ไม่มีจริงๆก็ถุงมือตัดอ้อยพอได้
ไม้เท้าเดินป่าดีๆสักอัน เดี๋ยวนี้ตามเวปขายอยู่ 250 -350 บาท เชื่อผมเถอะติดไปด้วย ใครล้อช่างเค้าเราสบาย  ทริปแรกของผม พอเจอไม้ไผ่ข้างทางผมรีบเก็บมาทำไม้เท้า มีแต่คนล้อ พอเดินไปสัก2 กม. หาไม้เท้ากันเป็นแถว
เต็นท์ เชื่อไหมผมใช้เต็นท์ขนาด 2 คนของโลตัส ซื้อตอนลดราคา โดนพายุฝน ลมแรง สามทริปบนเขาไม่พัง แล้วยังเอาไปกางทริปอื่นๆอีก แต่มีเคล็ดลับนิดหน่อยสำหรับใช้บนเขาครับ
ฟลายชีท นี่แหละเคล็ดลับที่บอก เต็นท์โลตัสหลังละไม่กี่ร้อยบาทมันกันฝนไม่ได้หรอกครับ แต่ฟลายชีทขนาด 2x3เมตรเนี่ยะมันกันได้สบายมาก ติดฟลายชีทขึ้นไปสักผืน กันแดดได้กันฝนดีครับ
เชือกเหนียวๆเส้นเล็กๆ หรือเชือกไนล่อน ไว้ผูกยึดฟลายชีทกับเต็นท์และขึงกับต้นไม้ เชือกฟางพอใช้ได้นิดหน่อย แต่พอเจอลมแรงๆขาดหมด และบนยอดเขาเราไม่รู้ว่าลมจะแรงวันไหนครับ
ทิชชูธรรมดาและทิชชูเปียก ไว้เช็ดหน้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ บนเขามีส้วมแต่ไม่มีน้ำนะครับ เป็นส้วมหลุมด้วย
ไฟฉาย บนเขาไม่มีไฟฟ้าครับ
โทรศัพท์มือถือ บนเขามีสัญญาณแจ่มแจ๋ว โดยเฉพาะเอไอเอส เอาไปเผื่อติดต่อฉุกเฉินรึคุยกะใครแก้เหงา
ยาคลายเส้น ยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ เกลือแร่ ยาแก้โรคประจำตัว พลาสเตอร์ ยาพื้นฐานทั่วไป
แป้งเย็น นอกเหนือจากใช้ทาตัวโรยเท้าแล้ว ยังใช้โรยรอบเต็นท์กันมดกันทากได้อีกครับ
ถุงกันทาก ใช้เฉพาะตอนฤดูฝนเท่านั้นครับ นอกเหนือจากนี้แล้วไม่จำเป็นเลย
ช้อนกินข้าว ไม่มีแล้วทานไม่อร่อยนะ
ลูกอม ช็อกโกแลต เอเนอจีบาร์หรืออาหารให้พลังงาน ใช้ระหว่างเดินทาง ไม่เชื่อลองอมลูกอมตอนเหนื่อยๆระหว่างทางสิ มันเหมือนสวรรค์ชัดๆ
ถุงนอน ไม่หนาวก็เอามาปูรองพื้นนอน ดีกว่านอนกับพื้นเต็นท์แข็งๆครับ
นี่เฉพาะที่จำเป็นๆนะครับ จริงๆแล้วเลือกเฉพาะที่ทุกคนต้องการใช้ก็ได้ไม่ต้องครบทุกอย่าง เสื้อผ้าเอาไปเท่าที่จำเป็น ติดแจ็คเกตกันหนาวสักตัวก็ได้
                สำหรับร่างกาย เตรียมพร้อมสำหรับการเดินระยะกลางๆคือ 8 – 10 กม.แต่ที่ต้องเตรียมพิเศษคือการเดินขึ้นลงที่สูง เราไม่ได้เดินทางราบตลอดเวลา จะต้องเดินขึ้น-ลงเขาโดยตลอด มีปีนป่ายบ้าง ขาจะล้า เมื่อย ปวดกล้ามเนื้อ และอาจจะเป็นตะคริวได้แต่มีวิธีการเดินขึ้นลงเขามาแนะนำครับ
                การเดินขึ้นเขาให้เดินแบบไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แต่มีวิธีช่วยถ้าไปกันหลายคน คือ ให้เดินต่อแถวกันแล้วคนหลังเอามือยกก้นกระเป๋าให้คนหน้า จากนั้นเดินขึ้นเร็วๆไปทั้งขบวน จะช่วยผ่อนแรงได้แบบเหลือเชื่อ ส่วนตอนเดินลงให้เดินตัวใครตัวมัน อย่าเกร็งขาเวลาลง ให้ลงแบบไหลมาตามทาง ทางชันๆใช้การก้าวเร็วๆแบบกระโดดซ้าย-ขวาๆ หรือยันซ้าย-ขวาๆลงมาตาม ถ้าไม่ชันมากก็วิ่งไหลลงมาเลยครับ จะผ่อนแรงไปเยอะเลย แต่ถ้าเป็นหน้าผา อย่าพาลซื่อวิ่งตามที่ผมบอกล่ะ ค่อยๆปีนลงครับ เหนี่ยวเชือกไปเรื่อยๆ ตอนหยุดพักอย่านอน อย่านั่งนานเกิน ขาจะล้าพาลไม่อยากเดินต่อ
                คร่าวๆแค่นี้แหละ ขอแค่มั่นใจ ท่องไว้ “ไปให้ได้ กลับให้ถึง” อ้อ!!! เกือบลืม
“ขอพลังจงอยู่กับท่าน” 
โชคดีทุกคนครับ

ปล.ถ้าหากไม่รู้จะไปอย่างไร อยากไปแบบมีเพื่อนและมีคนจัดทริปให้ ลองมาคุยกันดูครับ
ผมจัดทริปเขาช้างเผือกทุกปี มีประกันภัยท่องเที่ยวและมีบริษัทนำเที่ยวจดทะเบียนถูกต้อง
สนใจ(จริงๆ)สอบถามมาได้ครับ บ. ดีเอสอาร์ แทรเวล 034-551109 , 086-3212220, 081-8566865
หรือคุยกันก่อนที่ www.Facebook.com/tatchasit  ( Pro Pex ) 
คุยกันได้ ไม่กัดหรอกครับ 555