วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แมวย้ากกกกกก

  มีโอกาสได้รับเชิญไปเข้าวัดเข้าวา ทีแรกก็หวั่นใจว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไรดี ปกติก็เข้าวัดบ้างแล้วแต่โอกาส บางครั้งทำบุญ บางครั้งไปเที่ยว หรือบางครั้งไปสัมมนาในวัดก็มี ส่วนใหญ่วัดกับผมมักจะเกี่ยวข้องกันทางด้านท่องเที่ยวเสียมากกว่า โปรแกรมท่องเที่ยวที่พาลูกทัวร์ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ มักจะต้องพาเข้าวัดอยู่เนืองๆ ไม่ใช่ว่าศรัทธาสูงหรือต้องการนำคนเข้ามาเลือกศาสนาพุทธหรอก

               วัดต่างๆเดี๋ยวนี้เค้าสร้างกันสวยงาม เผลอๆแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งยังอาย เพราะพระท่านสร้างได้สวยงามมาก ครบถ้วนสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว เข้าวัดได้สักการะพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้ความเพลิดเพลินจำเริญใจ แต่บางอย่างเจริญหูเจริญตาแต่ไม่เหมาะก็มี นั่นคือสาวๆและไม่สาวทั้งหลายที่นุ่งสั้นเข้าวัด บางทีรวมเสื้อแขนกุดเข้าไปด้วย กางเกงเดี๋ยวนี้ก็สั้นเหลือประมาณ แฟชั่นกางเกงซาเมอจิม มันระบาดไปทุกหัวระแหง เหมือนจะรู้ล่วงหน้าว่าเมืองไทยน้ำจะท่วมครั้งใหญ่ ต้องหัดใส่กางเกงสุดสั้นแฟชั่นซาเมอจิมกันล่วงหน้า
               มีคนสงสัยกันแล้วสิแฟชั่นซาเมอจิมนี่มันอะไรกัน มันมากจากแฟชั่นพูดไม่ชัด (รวมทั้งพูดไม่คิด)ของพวกวัยรุ่นเล็กๆเค้า เกรียนทั้งหลายนิยมกันนักพูดไม่ชัด พูดสั้น พูดยานคาง พูดคำพ้องเสียง เป็นต้น แต่ภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แสดงว่าภาษานั้นยังไม่ตาย กางเกงซาเมอจิมก็คือ กางเกงเสมอเป้าสาวๆนั่นเอง แหะๆบอกตรงๆออกสื่อคงไม่ดี
              เริ่มต้นด้วยเรื่องวัด วันนี้เราก็ไปเที่ยววัดกันดีกว่าครับ เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ทางชมรมโรงแรมกาญจนบุรีจัดประชุมประจำเดือนกันที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปัน โน จ.กาญจนบุรี ผมตามเข้าไป ณ พระอุโบสถของวัด ศาลาเมตตาท่านเจ้าคุณมหาบัว ญาณสัมปันโน ๘๔ ปี ด้านล่างมีห้องประชุม ที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือนระดับโลกมากมาย ห้องเล็กๆแต่แน่นไปด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่นของคุณหมอสมชัยหรือ นายสัตวแพทย์สม ชัย วิเศษมงคลชัย ท่านได้ให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเสือของวัดป่าหลวงตาบัวมาก มาย ทำให้สมาชิกชมรมโรงแรมเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์เสือ และความตั้งใจจริงของวัด ข่าวลือต่างๆที่มีอันเนื่องมาจากความไม่รู้ ความสงสัยก็ได้รับความกระจ่าง หากจะอธิบายหน้ากระดาษคงไม่พอ สรุปสั้นๆว่าทางวัดนั้นอนุรักษ์เสืออย่างจริงจัง มีความรู้ เครื่องมือครบถ้วน ในระดับโลก ลองไปดูรายละเอียดได้ที่เวปไซด์ http://tigertemple.org/tigertemple_new/main.php
             บ่ายวันนั้นคุณหมอสมชัยให้โอกาสคณะฯเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆของวัดในเรื่อง ของการท่องเที่ยว เริ่มต้นที่การถ่ายรูปคู่กับเสือ ซึ่งเสือนั้นจะถูกล่ามอยู่ใต้ต้นไม้ เราสามารถถ่ายรูปคู่กับเสือภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ มีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่หากคิดว่ายังไม่สุดยอด ทางวัดมีโปรแกรมที่หาที่ไหนในโลกไม่ได้ ให้ท่านได้สัมผัส จะสุดยอดขนาดไหนต้องรอตอนบ่ายโมงไปแล้ว จากลานเสือที่เราถ่ายรูปกัน คราวนี้ถึงเวลานอนของเจ้าป่าทั้งหลายแล้ว บ่ายๆเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเสือ จะจูงเสือทั้งหลายไปเข้าที่นอน ณ หุบเสือ แต่จะเดินไปธรรมดาๆนั้นคงจะไม่ใช่ที่นี่ ระหว่างเสือกลับเข้าหุบนอน นักท่องเที่ยวสามารถจูงเสือไปยังที่นอนได้ในระยะสั้นๆ นักท่องเที่ยวจะตั้งขบวน เดินเรียงตามกันไพร้อมกับขบวนเสือ จากนั้นผลัดกันจูงโดยจะมีเจ้าหน้าที่ ถือกล้องของท่านและถ่ายรูปตอนเราจูงเสือ จากนั้นก็ผลัดให้นักท่องเที่ยวท่านอื่นๆมาจูงบ้าง
               เมื่อเราจูงเสือเข้าไปยังหุบ เพื่อให้เจ้าป่านอนหลับ คราวนี้ถึงโปรแกรมสำคัญแล้วนั่นคือ เอาเสือหนุนตักของท่านเอง ไม่ใช่เอาลูกเสือหนุนตักนะครับ แต่เอาหัวเสือตัวโตๆนี่แหละมานอนหนุนตักของท่านแล้วถ่ายภาพ ค่าใช้จ่าย 1000 บาท เพื่อโอกาสที่หาที่ไหนในโลกไม่ได้ นักท่องเที่ยวต่างชาติมากมายต่อแถวรอไปสัมผัสเจ้าป่าแบบถึงตัว แต่ไม่น่ากลัวใดๆเพราะในพื้นที่นั้น เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ ที่คอยป้องกันทุกท่านอย่างเต็มที่ ถามว่าแพงไหม ก็แล้วแต่บุคคลครับ กับโอกาสที่หาที่ไหนไม่ได้ ประสบการที่ท่านสัมผัสได้


               นอกจากเอาเสือหนุนตักแล้วยังมีอีกรายการที่น่าสนใจ นั่นคือเล่นกับเสือ เล่นกับเสือ เล่นอย่างไร ทีแรกที่ได้ยินก็นึกว่าไปเล่นกับน้องเสือน่ารักๆ แต่เมื่อไปถึงลานที่ให้เล่น โอ้ววววว ลูกเสือสมัยไหนกัน ตัวใหญ่กว่าคนเสียอีก วิธีเล่นกับ(ลูก)เสือก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แค่ติดต่อจองคิวเมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ผู้หญิงล้วนๆจะจูงมือท่านเดินเข้า สู่แอ่งน้ำ พร้อมไม้รวกยาวสักสองเมตรนิดๆ ปลายไม้ผูกกับกระสอบปุ๋ย ถุงพลาสติกเป่าลมและกระป๋องใส่เศษกรวด ทำให้เขย่าแล้วมีเสียง เมื่อท่านยืนในน้ำแล้วก็เขย่าไม้ เรียก เสือบริเวณนั้นก็จะวิ่งปรี่เข้ามา จดๆจ้องๆมองคุณและไม้เขย่า จนมันอดทนไม่ไหว จะกระโจนใส่ปลายไม้เพื่อคว้าถุงที่ขยับไปมา
               เมื่อเห็นการเล่นกับเสือแล้ว ก็รู้สึกว่าอันที่จริงแล้ว ลักษณะนิสัยเสือก็คล้ายๆกับแมว เช่นนอนยามบ่าย ชอบนอนในที่เย็นๆ ชอบตะปบปลายไม้ผูกอะไรที่เคลื่อนไหว เหมือนที่เราเอาไม้ผูกเชือกมาแกว่งล่อให้แมวตะปบ เพียงแต่เสือนั้นเป็นสัตว์ใหญ่ เรี่ยวแรงเยอะ เขี้ยวเล็บแหลมคม แม้เสือมันจะมีนิสัยเหมือนแมวเท่าไหร่ก็เถอะ ถ้าเป็นไปได้ อย่าได้เจอะเจอกันดีกว่า ก็นี่มันแมวย้ากกกกกกกนี่คร้าบ
สำหรับ นสพ.โพสนิวส์




วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปิล็อกในม่านเมฆ


ปิล็อกในม่านเมฆ

               เร็วจริงๆ วันคืนผ่านไปไวเหมือนสายลมพัดผ่าน เพียงแป๊บเดียวก็เข้าสู่ฤดูหนาว เขาช้างเผือกใกล้จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้ขึ้นไปชมความงามกันอีกครั้ง ไม่รู้ว่าปีนี้จะมีโอกาสได้ขึ้นสู่ยอดเขาอีกหรือเปล่า หวังว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในบริการให้ผมพาขึ้นสู่ยอดเขากันอีกครั้ง

               ก่อนที่เขาช้างเผือกแห่งบ้านอีต่อง กาญจนบุรีจะเปิดรับนักท่องเที่ยว ผมก็มีโอกาสขึ้นไปมองยอดเขาช้างเผือกใกล้ๆในวันที่สายลมเย็นๆพัดผ่านผิวกายพร้อมกับละอองไอน้ำจากหมู่เมฆ

               ทริปนี้เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคมปี54 ก่อนเขาช้างเผือกจะเปิดเพียง 1 อาทิตย์ ผมพาคณะท่องเที่ยวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอทองผาภูมิ เพื่อที่จะไปสัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม ตามคำร่ำลือถึงของเหมืองปิล็อก ที่บ้านอีต่อง เราเดินทางกันอย่างไม่เร่งรีบ แวะตามรายทางไปเรื่อยๆ จากกาญจนบุรีใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง เราก็มาถึงตลาดทองผาภูมิ แวะจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็นให้ครบ เพราะถ้าเดินทางขึ้นอีต่องแล้ว บางอย่างอาจจะไม่มีจำหน่ายข้างบน ที่นี่เราพบกับปูทะเลเป็นๆตัวอ้วนๆจำนวนหนึ่ง ปูทะเลเหล่านี้เดินทางมาจากประเทศพม่า ผ่านแดนเข้ามาทางอีต่องที่เรากำลังจะไป สนนราคาก็ไม่แพงถ้าเทียบกับการได้ทานปูทะเลบนยอดภูเขาสูงเช่นนี้ ทั้งๆที่กำลังจะไปแหล่งต้นทางขนส่งปูทะเลอยู่แล้ว แต่ผมก็บอกเพื่อนๆร่วมทริปว่า กันไว้ดีกว่าแก้  ซื้อแล้วมีปูกินแน่นอน พร้อมกับจบด้วยคำว่า “จัดไป”พวกเราเลยจัดมาซะห้ากิโลกว่าๆ 

               จับจ่ายกับข้าวและของใช้เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็รีบเดินทางขึ้นอีต่องกัน ไม่ใช่เพราะอยากไปเที่ยวเร็วๆหรอกครับ แต่กลัวปูมันจะตายซะก่อนเดี๋ยวมันจะไม่สด เวลารับประทานฮ่าๆๆ จากทองผาภูมิเราใช้เวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เดินทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทางไม่ชันเท่าไหร่แต่ค่อนข้างแคบและคดเคี้ยว เราขับรถกันอย่างระมัดระวัง นานๆจะมีรถยนต์สวนทางลงมาบ้าง ทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าเขียวขจี ชมป่าเพลินๆ เราก็มาเดินเตร่กันที่ตลาดอีต่องแล้ว


               บ้านอีต่องเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ในอดีตเฟื่องฟูมากในเรื่องเหมืองแร่ เหมืองแร่ที่โด่งดังในสมัยก่อนก็คือเหมืองปิล็อก และเหมืองสมศักดิ์ที่นักท่องเที่ยวเรียกกันว่า “บ้านป้าเกล็น” เรามากันคราวนี้ฝนยังตกอยู่เรื่อยๆ จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะเอารถลงไปยังบ้านป้าเกล็น แต่ถ้าใครสนใจจริงๆ แนะนำให้เอารถจอดไว้ที่สถานีตำรวจ แล้วให้ทางป้าเกล็นส่งรถมารับดีกว่า


               เราทานอาหารเที่ยงกันที่ “ครัวสุดแดน” คุณพี่เจ้าของร้านอัธยาศัยเป็นกันเอง นำปูทะเลของเราไปแปรสภาพเป็นปูนึ่งและปูผัดผงกะหรี่ เราสั่งอาหารเพิ่มอีกหลายอย่าง จนต้องถามว่า จะทานกันหมดเรอะ แต่แป๊บเดียวเกลี้ยงครับ อร่อยรึหิวก็ไม่รู้
               อิ่มท้องแล้วก็เดินเที่ยวตลาดอีต่องสักหน่อย วันอาทิตย์ยามบ่าย ตลาดดูเงียบเหงา อาจเป็นเพราะยังไม่ใช่ฤดูหนาว ทำให้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากันสักเท่าไหร่ การเดินทางสู่อีต่องถ้าไม่มีรถส่วนตัวต้องมาต่อรถโดยสารที่ตลาดทองผาภูมิ จะมีรถสองแถวสีเหลืองสด ติดตัวอักษรว่า ทองผาภูมิ – อีต่อง รับรองสนุกแน่นอนเวลาที่รถสองแถวลัดเลาะขึ้นตามทางคดเคี้ยว

               จากตัวตลาดเราเดินทางขึ้นสู่เนินช้างศึก ยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการของตชด. ผู้เสียสละคอยเฝ้าระวังภัยชายแดน บนยอดเขาอากาศเย็นสบาย ลมพัดตลอดเวลา พี่ๆตชด.บอกว่า อยู่กันเพียงไม่กี่คน 




               บนยอดเนินทีมีแต่ภูเขา สายฝนและสายลม มองไปด้านหน้านิดเดียวจะเห็นแนวสันเขาที่แบ่งเขตประเทศไทยและประเทศพม่า ซึ่งเรามองแล้วแทบไม่รู้เลยว่าเส้นแบ่งเขตแดนอยู่ตรงไหน มีเพียงธงไตรรงค์โบกสะบัดแสดงให้รู้ว่า ที่นี่คือประเทศไทย ธงชาติที่นี่ต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆเพราะลมแรงทำให้ธงขาดง่าย แต่ต้องซื้อด้วยเงินส่วนตัวเพราะเหตุใดก็จำไม่ได้ แต่ถ้าใครแวะไปซื้อธงชาติและของฝากเล็กๆน้อยๆไปฝากตชด.ผู้คอยปกป้องอธิปไตยชาติไทยก็ดีครับ
                บนเนินช้างศึกเราสามารถมองเห็นเขาช้างเผือกได้อย่างเต็มตา ไม่น่าเชื่อว่าผมจะเคยปีนขึ้นไปถึงสองครั้ง แสงแดดอ่อนๆยามบ่ายสาดส่องเขาช้างเผือกเหมือนเพื่อนเก่าเชิญชวนให้ขึ้นไปหาอีกครั้ง นึกในใจเอาน่าปีนี้ต้องไปให้ได้สักครั้ง เดี๋ยวหาแนวร่วมก่อน 

 จากเนินช้างศึกเราเดินทางย้อนลงมาสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ คืนนี้เราจะนอนกันที่บ้านทาร์ซาน บ้านที่สร้างอยู่แนวเดียวกันกับยอดไม้ ทีแรกเราตั้งใจที่จะกางเต็นท์นอนที่ลานของอุทยาน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลยต้องเปลี่ยนแผน เราเดินชมวิวที่เนินกูดดอย ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เพียงแป๊บเดียวก็มีหมอกปกคลุมทั่วทั้งอุทยาน มองไปทางไหนก็ขาวโพลนไปหมด เหมือนอยู่บนดอยทางภาคเหนือ จะมีกี่คนที่รู้ว่า เมืองกาญจน์ก็มีบรรยากาศดีๆ โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงเชียงราย เชียงใหม่ ที่อุทยานจะปั่นไฟให้ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม หลัจากนั้นท่านต้องจัดหาแสงสว่างเอง เรานอนหลับกันอย่างเป็นสุขในบรรยากาศฉ่ำฝนเย็นสบาย ยามเช้าพระอาทิตย์แวะมาทักทายชั่วครู่ ก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมู่เมฆ ซึ่งลอยต่ำลงมาล้อมรอบตัวจนเราสัมผัสได้ ยามนี้สุขใดจะเท่าที่นี่  “ปิล็อกในม่านเมฆ” 




ไม่หวั่นแม้วันมามาก


ไม่หวั่น แม้วันมามาก

               น้ำปีนี้เยอะเหลือเกิน มากมายท่วมท้นไปหลายจังหวัด ใครบางคนเรียกน้ำที่ท่วมไปทั่วว่าน้องน้ำ เพื่อให้ลดความน่ากลัวและความตึงเครียดของภาวะน้ำท่วมใหญ่ น้องน้ำสมองดีเข้าเรียนได้หลายๆมหาวิทยาลัยพร้อมๆกัน ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐบาลและเอกชนในหลายๆจังหวัด ประชาชนเดือนร้อนกันมากมาย หลายๆคนอพยพหนีน้ำไปอยู่ตามต่างจังหวัด เช่นพัทยา ระยอง หัวหิน ชะอำ ชลบุรีและกาญจนบุรีเป็นต้น
               ผู้อพยพบางท่านไม่กล้าจะอพยพมาอยู่กาญจนบุรี คงเป็นเพราะเจอน้ำท่วมจนหวาดผวา เนื่องจากน้ำบางส่วนนั้นมาจากเขื่อนต่างๆทางภาคเหนือเช่นเขื่อนภูมิพลเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อจะมาอาศัยยังกาญจนบุรีที่มีเขื่อนใหญ่อยู่ 2 เขื่อนจึงรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ กลัวว่าจะเจอเขื่อนปล่อยน้ำเหมือนเขื่อนอื่นๆเช่นกัน ในระยะนั้นมีข่าวลือแตกตื่นกันไปทั่วว่าเขื่อนเมืองกาญจน์น้ำเยอะจนจะรับไม่ไหว เช่นที่อำเภอเมืองราชบุรี มีข่าวลือว่าเขื่อนศรีนครินทร์น้ำเต็มเขื่อน ต้องปล่อยน้ำและจะทำให้ท่วมเมืองราชบุรี ซึ่งไม่เป็นเรื่องจริงแต่อย่างใด โดยข่าวลือน่าจะมาจากการประกาศซ้อมหลบภัยของหน่วยงานราชการในจังหวัด อาจจะมีผู้ที่ไม่เข้าใจจึงคิดว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงๆ
               ยิ่งมีข่าวลือไม่ดีแบบนี้กาญจนบุรีก็ลำบากไปด้วย การท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของจังหวัดมีผลกระทบโดยตรง ผู้ประกอบการหลายรายมีผลกระทบเรื่องนักท่องเที่ยวยกเลิกหรือตัดสินใจไปจังหวัดอื่นแทน 

               การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนศรีนครินทร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำการประชาสัมพันธ์เรื่องมาตรฐานและความปลอดภัยของเขื่อนศรีนครินทร์อยู่ตลอดเวลา และเริ่มทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากขึ้น ล่าสุดมีการจัดประชาสัมพันธ์ “เปิดใจเขื่อนศรีฯ รับภัยน้ำท่วม” โดยเชิญผู้ประกอบการเรือ-แพ ที่พัก ในจังหวัดกาญจนบุรีมาเที่ยวชมการปฏิบัติงานของเขื่อนศรีนครินทร์กันอย่างลึกซึ้ง
               ก่อนจะพาไปเที่ยวชมเขื่อน ผมขอนำเสนอข้อมูลสักนิดเพื่อใช้ประกอบการเยี่ยมชมนะครับ เขื่อนศรีนครินทร์เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความสูงจากฐาน 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 419 ตร.กม. มีความจุมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร มีโรงผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ตัวโรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 5 เครื่อง (ข้อมูลบางส่วนจากแผ่นพับประชาสัมพันธ์) แค่นี้ก่อนแล้วกัน ข้อมูลวิชาการมากไปเดี๋ยวจะว่าไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
               การจัดสัมมนาในครั้งนี้ทางเขื่อนศรีนครินทร์ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวมากมาย เช่นทุกท่านสามารถเข้าไปตรวจสอบปริมาณน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะมีข้อมูลในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังสามารถตรวจระดับน้ำในแม่น้ำได้จากจุดวัดระดับตามตำแหน่งที่เขื่อนได้กำหนดเอาไว้ เช่นที่หนองบัว หรือวัดไชยชุมพลเป็นต้น ลองเข้าไปชมกันครับ http://maeklong.egat.co.th/  อยากจะชมภาพสดๆจากสถานที่จริงต้องชมที่นี่ http://cctvsnr.egat.com/view/index.shtml มีภาพจากกล้องcctvให้ชมตลอด24ชั่วโมง

               นอกจากข้อมูลต่างๆที่จำเป็นแล้ว เขื่อนศรีนครินทร์ยังพาเหล่าคณะเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานในโรงกำเนิดไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด เรียกได้ว่าไปยืนดูแกนเครื่องปั่นไฟหมุนกันอยู่ตรงหน้าเลย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไฟฟ้า และประโยชน์ของเขื่อนในการผลิตกระแสไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังพาไปเดินดูอุโมงค์ใต้สันเขื่อน ที่ๆมีข่าวลือว่ามีรอยร้าวใต้เขื่อน มีรอยน้ำหยด ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่ร่ำลือกันแต่อย่างใดในอุโมงค์ยังเป็นปกติแข็งแรงสามารถเดินตรวจได้ตลอดแนว ตั้งแต่สร้างเขื่อนใหม่ๆภายในอุโมงค์เป็นเช่นใด ทุกวันนี้ก็ยังแข็งแรงเช่นเดิม ในอุโมงค์มีบันไดเวียนที่สามารถเดินขึ้นสู่สันเขื่อนได้ แต่ผมไม่อยากทดสอบหรอกครับ ไม่ใช่เพราะระยะทางสูง140 เมตร เวลามองต้องแหงนคอตั้งบ่า แค่นั้นไม่เมื่อย(น้อย)หรอก แต่กลัวว่าคณะที่ไปด้วยจะรอนานมากกว่าฮ่าๆๆ ขนาดเจ้าหน้าที่เขื่อนบางคนที่ไม่ได้อยู่แผนกนี้ยังบอกเลยว่า ครั้งเดียวในชีวิตก็เกินพอ ครั้งต่อไปไม่ต้องเรียก ไม่มีทางขึ้นอีกครั้งแน่นอน

               ก่อนจบการพาเที่ยวชม เจ้าหน้าที่ของเขื่อนศรีนครินทร์ได้ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่เราว่า เขื่อนศรีนครินทร์นั้นเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ มีปริมาณการรับน้ำได้สูงซึ่งต่างจากเขื่อนอื่นๆที่เล็กกว่า ทำให้เขื่อนอื่นๆเมื่อเจอมรสุมเขื่อนจึงเต็มเร็ว ในขณะที่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ยังรับน้ำได้อีกเป็นปริมาณมาก เปรียบได้ว่ามีมรสุมมาอีกสองลูกก็ยังรับไหว ไม่เกินความจุสูงสุดของเขื่อนแน่นอน โปรดวางใจ และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกท่านจะไม่ยอมให้เขื่อนศรีนครินทร์เป็นอะไรไปโดยเด็ดขาด เพราะเจ้าหน้าที่เองก็มีครอบครัว มีบ้านมีทรัพย์สิน และมีคนอันเป็นที่รักอยู่ใต้เขื่อนศรีนครินทร์เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป อีกทั้งบางท่านทำงานอยู่ใกล้ชิดติดกับตัวเขื่อนดังเช่นที่พาเรามาเยี่ยมชมในครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขื่อนศรีนครินทร์ขอรับรองว่าเขื่อนศรีนครินทร์นั้นปลอดภัยและโปรดอย่าหลงเชื่อข่าวลือใดๆ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 034-574007  เขื่อนศรีนครินทร์ไม่หวั่นแม้วัน(น้ำ)มามากครับ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เขื่อนศรีฯ วันฝนพรำ

                  หน้าฝนแบบนี้จะไปเที่ยวแต่ละที รู้สึกเฉอะแฉะล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน
กลัวจะเปียกพาลให้เที่ยวไม่สนุก ไปทะเลก็มีแต่คลื่นลม แถมด้วยแมงกะพรุนมารบกวนใจอีก
เข้าป่าก็ไม่ได้ ป่าใหญ่หลายๆอุทยานปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้า คิดมากไปหรือเปล่านะ
พอนึกถึงคติประจำตัว “อย่าคิดมากเดี๋ยวกลืนเหล้าไม่อร่อย”  ไปเที่ยวดีกว่า
           ที่ไหน ไปที่ไหนดี สิ่งแรกที่คิดถึงคือ “กาญจนบุรี” แหล่งเที่ยวใกล้กรุง เพียงแค่129 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ
ขับรถสบายๆเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ถึงแล้ว หน้าฝนแบบนี้ล่ะ จะไปเที่ยวส่วนไหนของกาญจนบุรี
น้ำตกก็ดี ฤดูนี้มีน้ำเยอะ น้ำตกก็มีหลายที่ให้เลือกเที่ยวเช่น น้ำตกเอราวัณ น้ำตกแม่ขมิ้น น้ำตกไทรโยคน้อย-ใหญ่
แต่บรรยากาศฝนตกพรำๆแบบนี้ นอนแพดูเม็ดฝนโปรยปรายลงมา หลังฝนตกก็ชมม่านหมอกไล้ยอดเขา
โดดน้ำเล่นให้ชุ่มปอดท่ามกลางทะเลสาบ ฝนตกอากาศเย็นสบายน่านอนเสียด้วย หนังสือดีๆสักเล่มก็มีความสุขแล้ว
ยิ่งไปกันหลายคน ล้อมวงติววิชาคณิตศาสตร์ก็เข้าท่า รึจะรำลึกความหลังโดยมีสุราบางๆเป็นตัวประสานก็ดี
.... อือเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
           กาญจนบุรีมีเขื่อนอยู่ 4 เขื่อนที่สำคัญคือ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนท่าทุ่งนา และเขื่อนแม่กลอง
2 เขื่อนแรกเหมาะสมที่สุด เพราะมีที่พักมากมายและมีขนาดใหญ่ ทริปนี้ผมเลือกเขื่อนศรีนครินทร์
เพราะอยากไปเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยว อีกแห่งหนึ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแนะนำของ ททท.  น้อยคนนักจะไปถึง
เพราะต้องเดินทางโดยเรือจึงจะไปถึงที่นี่ โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง ตำบลเขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อได้จุดหมายแล้วก็นัดรวมพล คราวนี้เจอกันที่กาญจนบุรีเลย จุดนัดพบคือเดือนฉายรีสอร์ท ที่อยู่ในตัวเมืองกาญจนบุรีนี่แหละ
บางส่วนมานอนแพที่เดือนฉายก่อน พอสายวันเดินทางคนมาครบแล้ว ก็มาเตรียมอุปกรณ์กัน
ที่ต้องเตรียมก็อาหารสดแห้งทั้งหลาย เพราะว่าคืนนี้เราจะไปนอนแพพักแบบบ้านหลังใหญ่ๆ
เป็นแพโล่งๆสองชั้น มี 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำพร้อมครัวและอุปกรณ์
           เดินทางออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าอำเภอศรีสวัสดิ์ ผ่านตำบลลาดหญ้า ผ่านเขื่อนท่าทุ่งนา จนไปถึงเขื่อนศรีนครินทร์
แล้วตรงไปอำเภอศรีสวัสดิ์ ก่อนจะถึงอำเภอศรีสวัสดิ์จะต้องข้ามแพขนานยนต์ก่อน แพขนาดใหญ่รับรถได้หลายคัน รับรองไม่น่ากลัว
หากจะไม่ข้ามแพขนานยนต์ ก็มีทางรถยนต์ไปสู่อำเภอศรีสวัสดิ์ได้เช่นเดียวกัน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่า
           เขื่อนศรีฯมีที่พักหลายแห่งเริ่มตั้งแต่บ้านท่ากระดาน แหล่งกำเนิดพระท่ากระดาน  พระเครื่องชื่อดังชุดเบญจภาคี
จากนั้นก็เข้าเขตพุน้ำเปรี้ยว ต่อไปถึงศรีสวัสดิ์ เรื่อยไปจนถึงบ้านปลายนาสวน ทริปนี้เราไปนอนแพที่บ้านปลายนาสวนกัน
เนื่องจากจะได้เดินทางสู่โบสถ์สแตนเลส วัดปากลำขาแข้ง ได้ใกล้ขึ้น กว่าจะมาถึงก็บ่ายคล้อยวันแรกเราจึงพักผ่อนเล่นน้ำกันให้ฉ่ำอุรากันก่อน ลากแพมาจอดปากอ่าวนาสวน สูดอากาศสดชื่น
ผมว่าโอโซนที่นี่ดีเป็นอันดับต้นๆของประเทศนะ เล่นน้ำกลางทะเลสาบกว้างใหญ่ น้ำเย็นใสสะอาด มันช่างสดชื่นจริงๆ
ยามเย็นอร่อยกับอาหารที่เราเตรียมมา ร่ำสุรากับบรรยากาศดีๆ ดึกๆออกมานั่งดูดาวกลางเขื่อน
ดาวที่นี่สวยมาก เพราะมีเพื่อนมานั่งดูด้วยหรือเปล่า ดาวเลยสวยเป็นพิเศษ
 
คืนนี้ไม่มีใครนอนในห้อง ต่างก็สมัครใจนอนกันที่ลานอเนกประสงค์กลางแพ  อากาศเย็นๆ ไม่มียุงกวนใจ หลับใหลกันจนเช้า
หลังอาหารเช้า เราทุกคนก็พร้อมล่องเรือสู่วัดปากลำขาแข้ง ใช้เวลาเกือบชั่วโมง เรือสองลำก็มาถึง

        โบสถ์สแตนเลส สวยงาม ยิ่งยามที่ตัวโบสถ์สะท้อนแสงอาทิตย์  ลวดลายฉลุลายไทยที่ประดับตัวโบสถ์ก็งดงาม
ภายในโบสถ์นั้นเย็นสบาย ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างด้วยสแตนเลส น่านั่งสมาธิสักพัก
นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ กว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร
ทำด้วยแสตนเลส ตั้งตระหง่านหันหน้าสู่ลำน้ำห้วยขาแข้ง เหมือนคอยให้พรและปกป้องผู้ที่เดินทางด้วยเรือที่ผ่านไปมาทั้งคืน-วัน

ถ่าย รูปจนหนำใจ และทำบุญร่วมกันแล้วเราก็เดินทางกลับสู่แพ เก็บของล่องแพกลับเข้าฝั่ง นำสัมภาระแต่ละคนขึ้นรถ เดินทางกลับบ้าน  ความสุขมักสั้น แต่ความทรงจำนั้นยาว ถึงจะจบทริปแต่ความทรงจำดีๆ จะอยู่กับพวกเราตลอดไป "เขื่อนศรีฯวันฝนพรำ"



*สำหรับ นสพ.ไทยโพสท์ฉบับเดือนมิถุนายน*